Wednesday, September 28, 9707

อาการโรคเบื่ออาหาร แก้ได้ด้วย "ชาดอกแก้ว"

"ชาดอกแก้ว" แก้โรคเบื่ออาหาร

ทำอย่างไรดีหนอ กินอะไรก็ไม่อร่อย กินอะไรก็เบื่อ ทั้งที่หิวจนไส้แทบขาดแล้ว เฮ้อ...
หากใครมีอาการเบื่ออาหารเช่นนี้ คุณพิมลพรรณ อนันต์กิจไพศาล แนะนำไว้ในหนังสือคุณค่ามหัศจรรย์เห็ดหลินจือและดอกไม้สมุนไพร 100 ชนิด ว่า การกินชาดอกแก้ว ช่วยให้เจริญอาหารได้ เนื่องจากรสเผ็ดร้อนอ่อนๆ สามารถกระตุ้นความอยากอาหารได้ค่ะ








วิธีทำชาดอกแก้ว มีดังนี้

ส่วนผสม
ดอกแก้วแห้ง 2-3 ดอก
น้ำสะอาด 1 แก้ว

วิธีทำ
1. เก็บดอกแก้วมาจำนวนหนึ่ง ล้างให้สะอาด ห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปผึ่งลมหรือตาก
แดดอ่อนๆ จนแห้งดี เก็บใส่ขวดโหล ปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันความชื้น

2. ต้มดอกแก้วกับน้ำจนเดือด รินเอาแต่น้ำมาดื่มก่อนอาหารประมาณ 15 นาที

ชาดอกแก้วยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ จึงแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย


info credit: http://www.cheewajit.com/

Friday, August 9, 2013

อาหารเพิ่มน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอดบุตร

อาหารเพิ่มน้ำนม 
สำหรับคุณแม่หลังคลอดบุตร 

(Foods that help increase breast-milk for new Moms)

ผัก สมุนไพร พื้นบ้านของไทยเป็นอาหารเพิ่มน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอดบุตรได้ดีเป็นอย่างยิ่ง อาหารที่เชื่อว่ามีสรรพคุณในการเพิ่มน้ำนมนั้น เป็นอาหารที่มีรสร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้น้ำนมมากขึ้น มีดังนี้ค่ะ





หัวปลี

คุณค่า : อุดมไปด้วยแคลเซียม (มากกว่ากล้วยสุกถึง 4 เท่า) โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี เบต้าแคโรทีน

สรรพคุณ : แก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน บำรุงเลือด ตั้งแต่โบราณสอนกันต่อๆมาว่าผู้หญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ให้รับประทานหัวปลีมากๆ จะได้มีน้ำนมให้เลี้ยงลูกนานๆ

อาหารแนะนำ : แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้วน้ำพริก (เวลาลวกให้ใส่เกลือและน้ำตาลลงในน้ำที่ตุ้มด้วย จะได้ลดความฝาด) ทอดมันหัวปลี หัวปลีชุบแป้งทอด

ใบกระเพรา

คุณค่า : มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใย อาหารสูง

สรรพคุณ : แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน ลดอาการปวดข้อ ปวดเข่า ลดเบาหวาน ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น

อาหารแนะนำ : ใส่แกงเลียง ผัดกระเพรา แกงป่าหรือผัดเผ็ดต่างๆ เพราะในใบกระเพรามีกลิ่นหอมช่วยดับกลิ่นและรสคาวของเนื้อสัตว์ได้ดีใบกระเพราที่ต้องซื้อ รสเผ้ดร้อน หรือคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยอาจจะลดน้อยลง เนื่องมาจากสถานที่ปลูก และปัจจุบันมีการใส่ปุ๋ยเร่งกันมากขึ้นลองสังเกตดูว่าคความฉุนของใบลดน้อยลงมาก



กุยช่าย

คุณค่า : แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโนทีน วิตามินซี

สรรพคุณ : แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม

อาหารแนะนำ : นำส่วนดอกมาผัดกับเนื้อสัตว์ หรือนำใบมากินสดแกล้มกับอาหารอื่นๆแต่ที่นิยมคือ ใส่ผัดไท


กานพลู

คุณค่า : น้ำมันที่อยู่ในดอกกานพลู มีส่วนประกอบสำคัญคือ Eugenol ที่มีฤทธิ์ต่อร่างกาย

สรรพคุณ : มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดีเพื่อนำไปย่อยอาหาร ลดอาการบีบตัวของลำไส้บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ลดความเป็นกรดในลำไส้ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร

อาหารแนะนำ : นำดอกตูมแห้งมา 5 – 8 ดอก ชงในน้ำเดือด แล้วดื่มแต่น้ำ


มะละกอ

คุณค่า : มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี และมีเอนไซม์ ที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้แก่ ร่างกาย รวมถึงมีเส้นใยอาหารมาก

สรรพคุณ : บำรุงเลือด บำรุงกระดูก สายตา ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด

อาหารแนะนำ : รับประทานผลไม้สุกเป็นผลไม้ หรือถ้าแบบดิบ มักจะนำมาใส่แกงส้ม ส้มตำ


ฟักทอง

คุณค่า : ฟักทองมีสารอาหารสำคัญเพื่อบำรุงร่างกายเยอะมาก ทั้งวิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส เบต้าแคโรทีน

สรรพคุณ : ช่วยเสริมสร้างคลอลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณสดใส และอาจจะช่วยให้หน้าท้องลายน้อยลง

อาหารแนะนำ : ฟักทองผัดไข่ แกงเลียง ฟักทองนึ่ง แกงบวดฟักทอง ไข่เจียวฟักทอง


ขิง

คุณค่า : มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บี1 บี2 คาร์โบไฮเดรต

สรรพคุณ : ขับลม แก้อาเจียน ช่วยย่อยไขมันได้ดี ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดอาการอาเจียน และเชื่อว่าเมื่อคุณแม่รับประทานเข้าไป สรรพคุณที่ดีของขิงจะผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก ทำให้ลูกไม่ปวดท้อง

อาหารแนะนำ : ยำขิง ยำปลาทูใส่ขิง ไก่ผัดขิง มันหรือถั่วเขียวต้มน้ำขิง ไข่หวานน้ำขิงต้มอุ่นๆ โจ๊กใส่ขิง


ใบแมงลัก

คุณค่า : มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี และวิตามินซีสูง

สรรพคุณ : ใบแมงลักมีรสหอมร้อน ขับลม ขับเหงื่อ

อาหารแนะนำ : ใส่แกงเลียง กินสดแกล้มกับขนมจีน หรือใส่แกงป่าต่างๆ


พืชผักชนิดต่างๆ ที่กล่าว สังเกตให้ดีๆจะเห็นว่า พืชผักที่คนโบราณบอกให้รับประทานเพื่อเรียกน้ำมันนั้น ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ให้ความร้อนแก่ร่างกาย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ช่วยขับลมในกระเพาะ ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างปกติ และประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญอย่าง แคเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส  แต่คุณแม่ก็ต้องรับประทานอาหารชนิดต่างๆ ให้ครบทุกหมวดหมู่

รวมถึงผลไม้ เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานให้เป็นปกติส่วนการดื่มน้ำอุ่น ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ให้นมลูกทุกท่านต้องหมั่นดื่มบ่อยๆ ทั้งวันโดยเฉพาะช่วงต้นของการให้นมลูก เป็นการเรียกน้ำนมได้ดีอีกทางหนึ่ง และที่ต้องย้ำอีกครั้งคือ ต้องให้ลูกดูดนมจากอกแม่อย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอตามที่ลูกต้องการ ถ้าเกิดอาการนมคัด หัวนมแข็ง ก็ต้องบีบให้น้ำนมไหลออกบ้างก่อนให้ลูกดูด ไม่เช่นนั้นลูกดูดไม่ออก พาลจะไม่ยอมดูดนมแม่ในครั้งต่อๆ ไป



 credit: www.baby2talk.com

Saturday, May 11, 2013

วิธีทำเต้าหู้ชนิดแข็ง (How to make firm tofu)


เต้าหู้ชนิดแข็ง
  • เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง ทำจากน้ำเต้าหู้ผสมกับดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนเมื่อตกตะกอนแล้วจึงนำไปใส่ในผ้าขาวที่ปูอยู่ในบล็อก พอสะเด็ดน้ำแล้วจึงห่อให้เป็นก้อนแล้วทำให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งก็จะได้เป็นเต้าหู้ขาวแข็ง
  • เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง วิธีการทำนำเต้าหู้ขาวแข็งไปหมักในเกลือแล้วจึงนำไปต้ม พร้อมทั้งใส่ขมิ้นให้เป็นสีเหลืองเคลือบบริเวณผิวของเต้าหู้ทำให้เนื้อเต้าหู้ชนิดนี้แข็งและมีความยืดหยุ่นกว่าชนิดขาวแข็ง ส่วนใหญ่นำไปทำผัดไทย หมี่กะทิ ผัดถั่วงอก ผัดขลุกขลิกน้ำพริกเผาหรือนำไปผสมเป็นเครื่องก๋วยเตี๋ยวหลอด
  • เต้าหู้ชนิดทอด มีส่วนประกอบคล้ายกับเต้าหู้ขาวแข็งแต่มีสัดส่วนและเทคนิคที่แตกต่างกัน เนื้อสัมผัสที่ได้จากเต้าหู้ชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อนำไปทอดแล้วจะพองตัวมากกว่าและภายในจะมีเนื้อเต้าหู้อยู่ไม่พองหรือกลวง โดยมากจะใส่ในอาหารประเภทต้ม (พะโล้ ต้มผัดจับฉ่าย แกงต่างๆ และลูกชิ้นแคะ)
  •  เต้าหู้ชนิดซีอิ๊วดำ วิธีทำนำเต้าหู้ชนิดเหลืองแข็งไปเคี่ยวกับซีอิ๊วดำและเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างโดยใส่น้ำตาลทรายแดงทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเต้าหู้ชนิดอื่นๆ เพราะมีความชื้นน้อย ถ้าเก็บใส่ช่องฟรีซจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นิยมนำไปยำกับเกี้ยมไฉ่ ผัดกับดอกกุยช่าย ใส่ในอาหารเจแทนเนื้อหมูในพะโล้เจหรือทานเป็นอาหารว่างก็ได้


อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ “การทำดีเกลือแบบง่ายๆ” »



วิธีทำเต้าหู้ชนิดแข็ง
(How to make firm tofu)

ส่วนผสม

  • ถั่วเหลือง 1,000 กรัม (1 กิโลกรัม)
  • น้ำดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ (สังเกตว่า เต้าหู้แข็ง ใช้ “ดีเกลือ” ในการทำ)
  • น้ำ 4 ลิตร

อุปกรณ์
  • เครื่องปั่น
  • ผ้าขาวบาง
  • ตะแกรง
  • ถ้วยตวงน้ำ
  • พิมพ์ไม้สี่เหลี่ยม
  • เขียงหรือของหนัก


วิธีทำ

1. เลือกเมล็ดถั่วที่เสียออก ล้างน้ำแล้วแช่น้ำ 3 ชั่วโมง จนเมล็ดถั่วพองและอมน้ำเต็มที่ บี้เอาเปลือกออกให้หมด (ควรใช้ถั่วเหลืองซีก) เคล็ดลับการทำเต้าหู้คือ การแช่ถั่วเหลืองไม่ควรนานเกิน 2-3 ชั่วโมง ให้สังเกตว่าพอเม็ดถั่วเริ่ม พอง อมน้ำเต็มที่ ก็จะใช้ได้ ถ้าเราแช่เมล็ดถั่วเหลืองในน้ำนานเกินไป จะทำให้โปรตีนในถั่วจับตัวกันได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. ใส่ ถั่ว และ น้ำ ลงในโถปั่น ครั้งละ 1/3 ของโถปั่น (เพราะถ้าใส่ถั่วและน้ำเกินครึ่งของโถปั่น เวลาปั่นจะกระเฉาะ และลันได้) ปั่นเข้าด้วยกันจนละเอียดทำจนหมด

3. กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง (ผ้ากรองเป็นผ้าสังเคราะห์ เขาเย็บเป็นถุงเรียบร้อย ใช้กรองได้ดีกว่า ถึงดีมากๆ มีขายตามร้านขายของชำ)

4. บีบเอาน้ำนมถั่วเหลืองออกให้หมด

5. นำน้ำนมถั่วเหลืองมาต้ม โดยใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง พอเดือดสักครู่ ปิดไฟ ยกลงแช่ในอ่างน้ำประมาณ 10 นาที จนอุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส ยกหม้อออก

6. เทน้ำดีเกลือลงในหม้อทีละน้อย คนให้เข้ากัน ใส่น้ำดีเกลืออีก จนข้นและโปรตีนถั่วเหลืองจับตัวเป็นก้อน จนหมดน้ำดีเกลือ

7. ตั้งหม้อทิ้งไว้สักครู่ให้โปรตีนตกตะกอน

8. ตักโปรตีนถั่วเหลืองใส่พิมพ์ไม้ที่รองด้วยผ้าขาวบางจนเต็ม ห่อให้เรียบร้อย

9. ทับด้วยเขียงหรือของหนักๆ ประมาณ 30 นาที จะได้เต้าหู้แข็ง

10. นำเต้าหู้ที่ได้ไปนึ่งสักครู่จนร้อน ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่กล่องที่มีน้ำ ปิดฝา แช่ตู้เย็น

หมายเหตุ: อุณหภูมิที่ต้ม 70-80 องศาเซลเซียส ตำราเขากำหนดไว้ขนาดนี้  ถ้าน้ำเต้าหู้เราทำปริมาณน้อยๆ อุณหภูมิระดับนี้อาจจะไม่พอ เนื่องจากการระบายความร้อนที่ดีกว่าทำในปริมาณเยอะๆ ทำให้บางทีน้ำเต้าหู้ไม่ยอมจับตัว ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่เป็นไร … ให้ยกตั้งไฟให้ร้อนใหม่ หรือร้อนจนน้ำเต้าหู้เริ่มจับตัว ลักษณะเหมือนกะทิแตกมัน




เครดิต:
นายเหลือง.com
th.wikipedia.org
baiKwan.bloggang.com/

Wednesday, May 1, 2013

All of Healthy Recipes - รวม บทความ เมนู อาหารเพื่อสุขภาพ แนะนำ

Healthy Recipes and Meal Ideas : Food Network
Trying to find healthy and delicious recipes? Food Network makes that easy with their collection of low fat, low calorie and low carb recipes.
Chicken Breast Recipes - Low Calorie - Ellie's Recipes
http://www.foodnetwork.com/healthy-eating/index.html

Healthy Recipes - MayoClinic.com
Browse hundreds of healthy recipes from MayoClinic.com.
http://www.mayoclinic.com/health/healthy-recipes/RecipeIndex


All of Healthy Recipes
รวม บทความ เมนู อาหารเพื่อสุขภาพ แนะนำ

















Tuesday, April 30, 2013

มาทำ "เต้าหู้อ่อน" ทานเองกันเถอะ (How to make soft tofu)


เต้าหู้ชนิดอ่อน

เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม วิธีการทำต่างจากเต้าหู้ขาวแข็งเพราะใช้แคลเซียมซัลเฟต (ผงยิปซัม หรือที่เรียกในภาษาจีนแต้จิ๋วว่า"เจียะกอ(石膏)") ในการทำให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองตกตะกอน ซึ่งเนื้อจะเนียนและไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อตกตะกอนแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบางห่อในบล็อกให้เป็นก้อนแล้วนำไปต้ม ใส่ขมิ้นให้ได้สีเหลือง คุณสมบัติเด่นของเต้าหู้เหลืองนิ่มคือ เมื่อนำไปทอดแล้วจะทำให้ได้เต้าหู้ที่กรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้ชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปผัดกับกุยช่ายขาว ทอดจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทอดกินกับน้ำพริกกะปิหรือทอดจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้

เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ลักษณะอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้เหลืองนิ่ม กรรมวิธีการผลิตเหมือนกับเต้าหู้เหลืองนิ่มจะต่างกันเพียงเวลาในการทำน้อยกว่า เต้าหู้ชนิดนี้นิยมนำไปทำเป็นแกงจืด เต้าหู้นึ่งหรือสเต๊กเต้าหู้

 เต้าหู้ชนิดห่อผ้า วิธีการทำเหมือนกับเต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ต่างกันเพียงการบรรจุหีบห่อที่นำมาห่อผ้าแล้วมัดทำให้แข็งและคงรูปร่างได้ดีมากขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร ส่วนใหญ่จะนำไปทำเต้าหู้ทรงเครื่องหรือแกงจืด


"เจี๊ยะกอ" คือ แคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) หรือ หินฝุ่น หรือ หินอ่อนสะตุ.. เวลาใช้ ต้องป่นและร่อน ให้เป็นผงละเอียด หาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ หรือร้านขายยาจีน แต่ที่ร้านขายยาจีน มักจะเป็นหินอ่อนที่ยังไม่ได้สะตุ
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ เจี๊ยะกอ เพิ่มเติม »



วิธีทำเต้าหู้อ่อน
(How to make soft tofu)

ส่วนผสม

  • ถั่วเหลือง 300 กรัม ( 3 ขีด)
  • เจี๊ยะกอ 1 ช้อนชา (สังเกตว่าเต้าหู้อ่อนจะใช้ “เจี๊ยะกอ” ในการทำ)


อุปกรณ์
  • เครื่องปั่น
  • ผ้าขาวบาง
  • ตะแกรง
  • ถ้วยตวงน้ำ
  • พิมพ์ไม้สี่เหลี่ยม
  • เขียงหรือของหนัก


วิธีทำ

1. เลือกเมล็ดถั่วที่เสียออก ล้างน้ำแล้วแช่น้ำ 3 ชั่วโมง จนเมล็ดถั่วพองและอมน้ำเต็มที่ บี้เอาเปลือกออกให้หมด (ควรใช้ถั่วเหลืองซีก) เคล็ดลับการทำเต้าหู้คือ การแช่ถั่วเหลืองไม่ควรนานเกิน 2-3 ชั่วโมง ให้สังเกตว่าพอเม็ดถั่วเริ่ม พอง อมน้ำเต็มที่ ก็จะใช้ได้ ถ้าเราแช่เมล็ดถั่วเหลืองในน้ำนานเกินไป จะทำให้โปรตีนในถั่วจับตัวกันได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. ใส่ ถั่ว และ น้ำ ลงในโถปั่น ปั่นเข้าด้วยกันจนละเอียด

3. กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง (ผ้ากรองเป็นผ้าสังเคราะห์ เขาเย็บเป็นถุงเรียบร้อย ใช้กรองได้ดีกว่า ถึงดีมากๆ มีขายตามร้านขายของชำ)

4. บีบเอาน้ำนมถั่วเหลืองออกให้หมด

5. นำน้ำนมถั่วเหลืองมาต้ม โดยใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง พอเดือดสักครู่ ปิดไฟ ระหว่างต้มคอยคนไปด้วย จะได้ไม่ไหม้ติดก้นหม้อ

6. เทน้ำเจี๊ยะกอลงในหม้อทีละน้อย คนให้เข้ากัน จนโปรตีนถั่วเหลืองจับตัวเป็นก้อน “คล้ายกะทิแตกมัน”

**** ถ้าโปรตีนถั่ว “ไม่ยอมจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ” แสดงว่า *ความร้อนไม่พอ* ให้ตั้งไฟให้ร้อนสักพักจะจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ (ตามตำราเขาใช้ปรอทวัดความร้อน แต่ลองทำแล้ว ไม่จำเป็นต้องเครียดขนาดนั้น ถ้ามันร้อนไม่พอ เราก็ตั้งไฟให้ร้อนใหม่ได้)

7. ตั้งหม้อทิ้งไว้สักครู่ให้โปรตีนตกตะกอน

8. ตักโปรตีนถั่วเหลืองใส่พิมพ์ไม้ที่รองด้วยผ้าขาวบางจนเต็ม ห่อให้เรียบร้อย

9. ทับด้วยเขียงหรือของหนักๆ ประมาณ 30 นาที จะได้เต้าหู้ (ถ้าไม่ชอบแข็งมาก ไม่ต้องทับก็ได้)

10. นำเต้าหู้ที่ได้ไปนึ่งสักครู่ ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่กล่องที่มีน้ำ ปิดฝาแช่ตู้เย็น

หมายเหตุ: เต้าหู้ที่ทำเสร็จ มีกลิ่นรส ความนุ่ม สี อะไรๆ คล้ายกับ “เต้าหู้ดาว” มาก พิมพ์ไม้สี่เหลี่ยม ตอนแรกยังไม่มี ใช้ตะแกรงพลาสติกสี่เหลี่ยม ที่มีรูๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน




เครดิต:
นายเหลือง.com
สมุนไพร.com 
th.wikipedia.org



Wednesday, April 24, 2013

วิธีทำ "น้ำดีเกลือ" แบบง่ายๆ (How to make Sodium sulfate)

เคล็ด(ไม่)ลับ เกี่ยวกับการปรุงอาหาร และงานครัวต่างๆ
(Cooking Tips and Kitchen Tricks)

เรื่อง ของการทำอาหาร งานบ้าน งานครัว จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการจัดการค่ะ สำหรับเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นมีมากมายหลายชนิด ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญต่อการใช้ชิวิต ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่ต้องสัมผัสกับปากโดยตรงยิ่งต้องดูแลมาก เป็นพิเศษ Food for Health Guide จึงรวบรวม ความรู้ เคล็ด(ไม่)ลับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการปรุงอาหาร ทำอาหาร และงานครัวต่างๆ เพื่อที่คุณจะสามารถนำไปลองทำกันได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

......................................................................................................................................................

มาทำ "น้ำดีเกลือ" ไว้ใช้เองกันเถอะ


สำหรับคนที่ชอบทานเต้าหู้ แล้วต้องการหัดทำเต้าหู้แบบแข็งทานเอง มีส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่หายากคือ "ดีเกลือ" ซึ่งเป็นตัวที่จะช่วยให้น้ำถั่วเหลืองของเราตกตะกอนเป็นเต้าหู้นั่นเอง แล้วเจ้าดีเกลือนี่ก็ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้จากที่ไหน เดินไปถามในตลาดก็ไม่มี แล้วการทำเต้าหู้แข็งนี่ต้องใช้ ดีเกลือไทย หรือ ดีเกลือฝรั่ง กันแน่ ซึ่งเว็บส่วนมากก็จะบอกว่าใช้ "ดีเกลือ" แค่นั้น ?!?!?

เพื่อตัดปัญหาเหล่านี้ วันนี้จึงเอาวิธีการทำ "ดีเกลือ" แบบง่าย ๆ มาฝากค่ะ


อุปกรณ์ และสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้มี 5 อย่าง ได้แก่

1. ถัวยใบใหญ๋ใส่น้ำเปล่าไว้ 2 ใน 3 ของถ้วย

2. ถ้วยเปล่าใบเล็ก

3. ตระกร้าใบเล็กมีรู้ข้างล่างขนาดพอที่จะวางไว้บนถ้วยเปล่าใบเล็กได้ แล้วใส่เกลือทะเลเม็ดจนเต็ม

4. ถุงพลาสติกใหญ่พอที่จะใส่ถ้วยใบใหญ่ได้

5. เกลือทะเลเม็ด

เมื่อได้อุปกรณ์ครบแล้วก็เริ่มทำดีเกลือกันเลยค่ะ



วิธีการทำ

1. นำถ้วยใบเปล่าใบเล็ก ใส่ลงไปในถ้วยใบใหญ่ที่มีน้ำ

2. แล้ววางตะกร้าเกลือไว้บนถ้วยเปล่าใบเล็กอีกที

3. จากนั้นเอาถุงพลาสติกมาห่อไว้ ยกเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องธรรมดานี่แหละ ดีเกลือจะได้จากความชื้นกลั่นตัวเป็นไอน้ำผ่านเกลือที่ตั้งไว้ตกลงไปอยู่ในถ้วยใบเล็กค่ะ

4. วางไว้ประมาณ 10 วัน จะได้ดีเกลือมาประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ ถ้าอยากได้เยอะๆ หน่อยก็วางไว้นานหน่อยค่ะ  แต่ 4 ช้อนโต๊ะ นี่ไม่ต้องห่วงว่าจะน้อยไป เวลาทำเต้าหู้ใช้ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะเท่านั้น

รสชาติของดีเกลือที่ได้จะออกเค็ม ๆ ขม ๆ เรียกว่าเค็มจนขม เลยค่ะ ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะคะ


ดูเคล็ดลับทั้งหมด | SEE ALL TIPS & TRICKS »




เครดิต เรื่อง/ภาพ: บ้านสวนพอเพียง.com

Tuesday, April 16, 2013

"ดีเกลือ" คืออะไร? (Sodium sulfate & Magnesium sulfate)

เคล็ด(ไม่)ลับ เกี่ยวกับการปรุงอาหาร และงานครัวต่างๆ
(Cooking Tips and Kitchen Tricks)

เรื่อง ของการทำอาหาร งานบ้าน งานครัว จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการจัดการค่ะ สำหรับเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นมีมากมายหลายชนิด ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญต่อการใช้ชิวิต ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่ต้องสัมผัสกับปากโดยตรงยิ่งต้องดูแลมาก เป็นพิเศษ Food for Health Guide จึงรวบรวม ความรู้ เคล็ด(ไม่)ลับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการปรุงอาหาร ทำอาหาร และงานครัวต่างๆ เพื่อที่คุณจะสามารถนำไปลองทำกันได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

......................................................................................................................................................

"ดีเกลือ" คืออะไร?

ดีเกลือ คือสารประกอบ เกลือซัลเฟต ของโซเดียมและแมกนีเซียม แบ่งออกเป็นสองชนิด ซึ่งทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติและลักษณะแต่งต่างกัน คือ

1. ดีเกลือไทย 
มีสูตรทางเคมีว่า Na2SO4 ดีเกลือชนิดที่เป็นเกลือซัลเฟตของโซเดียม หรือเรียกง่ายๆว่า "โซเดียมซัลเฟต" (Sodium sulfate) มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสเค็ม มีคุณสมบัติเป็นถ่ายพิษเสมหะและโลหิต ถ่ายอุจจาระ ถ่ายพรรดึก ทำให้เส้นเอ็นหย่อน

2. ดีเกลือฝรั่ง 
มีสูตรทางเคมีว่า MgSO4.7H2O ดีเกลือชนิดที่เป็นเกลือซัลเฟตของแมกนีเซียม หรือเรียกว่า "แมกนีเซียมซัลเฟต" (Magnesium sulfate) เรียกเป็นภาษาสามัญแบบฝรั่งว่า Epsom salts หรือ Bitter Salt เหตุเพราะมีรสขมฝาด ไม่ได้เค็มเหมือนเกลืออย่างที่เข้าใจ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือใส คล้ายผงชูรส ไม่มีกลิ่น ละลายน้ำได้


 ลักษณะที่ใช้กันจะเป็นผงผลึกหรือเกล็ดขาว ซึ่งได้มาจากการนำน้ำทะเลมาเคี่ยวจนแห้ง เหลือเป็นเกลือสะตุ แต่ยังมีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นจากอากาศอยู่ ดังนั้น เมื่อวางดีเกลือทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง จะทำให้จับตัวแข็งเป็นก้อน

มีคุณสมบัติเป็นยาระบายถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษเสมหะและโลหิต นิยมนำเอามาใช้ในการรักษาปลา และยังมีการนำไปใช้ในการเกษตรเรื่องเอาไปช่วยรักษาดินที่ขาดแมกนีเซียม นอกจากนี้สาวๆ ยังนิยมนำไปเป็นส่วนผสมในการรักษาสิวแบบประหยัดอีกด้วย

ดีเกลือทั้งสองแบบมีคุณประโยชน์คล้ายกัน แต่โดยส่วนมากดีเกลือที่มีในท้องตลาดจะเป็น แมกนีเซียมซัลเฟต (ดีเกลือฝรั่ง) สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสารเคมีทั่วไป ศึกษาภัณฑ์ หรือร้านขายยาแผนโบราณ โดยมีคุณสมบัติ ได้แก่...

ใช้เพื่อกินเป็นยาระบาย โดยผสมน้ำ 3 ถ้วยต่อดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ

ใช้ในบ่อกุ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณแมกนีเซียม ช่วยกุ้งสร้างเปลือกใหม่ ในช่วงลอกคราบ

ใช้ประกอบอาหาร อาทิ เต้าหู้ ดีเกลือจะช่วยแยกชั้นเนื้อและชั้นน้ำของถั่วเหลืองปั่น

ใช้ในการขับไล่สารพิษในไต

ใช้เพื่อปรับสภาพดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชประเภทผล เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง


ดูเคล็ดลับทั้งหมด | SEE ALL TIPS & TRICKS »

 

Wednesday, April 10, 2013

"เจี๊ยะกอ" คืออะไร?

เคล็ด(ไม่)ลับ เกี่ยวกับการปรุงอาหาร และงานครัวต่างๆ
(Cooking Tips and Kitchen Tricks)

เรื่อง ของการทำอาหาร งานบ้าน งานครัว จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการจัดการค่ะ สำหรับเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นมีมากมายหลายชนิด ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญต่อการใช้ชิวิต ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่ต้องสัมผัสกับปากโดยตรงยิ่งต้องดูแลมาก เป็นพิเศษ Food for Health Guide จึงรวบรวม ความรู้ เคล็ด(ไม่)ลับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการปรุงอาหาร ทำอาหาร และงานครัวต่างๆ เพื่อที่คุณจะสามารถนำไปลองทำกันได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

......................................................................................................................................................

"เจี๊ยะกอ" คืออะไร?

"เจี๊ยะกอ" ((石膏) เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว) หรือบางคนก็เรียก เอี๊ยะกอ คือ แคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) หรือ หินฝุ่น หรือ ผงยิปซัม (Gypsum powder) หรือ หินอ่อนสะตุ*  เป็นส่วนผสมหลักในการทำเต้าหู้ บางคนจึงเรียกว่า "หินเต้าหู้" ก็มี เจี๊ยะกอ ใช้ในการทำเต้าหู้อ่อน เพื่อทำให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองตกตะกอน เนื้อจะเนียนและไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็งที่จะใช้ดีเกลือเป็นส่วนผสม

เจี๊ยะกอ เวลาใช้ ต้องป่นและร่อน ให้เป็นผงละเอียด หาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ หรือร้านขายเครื่องยาจีนทั่วไป หรือ แถวย่านตลาดเก่าเยาวราช หรือ วงเวียน 22 ร้านขายยาจีนบางร้านอาจจะเป็นหินอ่อนที่ยังไม่ได้สะตุ


(*) การสะตุ คือ การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง หรือ ทำให้พิษของตัวยาน้อยลง หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดขึ้น หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค หรือ ทำให้ตัวยานั้นสลายตัวลง เช่น เกลือเมื่อสะตุแล้ว จะละเอียดลง ผสมยาง่ายขึ้น และฤทธิ์อ่อนลง เป็นต้น



ดูเคล็ดลับทั้งหมด | SEE ALL TIPS & TRICKS »



Monday, March 25, 2013

การดื่มกาแฟ กับ คุณแม่ตั้งครรภ์

การดื่มกาแฟ กับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 
(Drinking coffee during pregnancy)

เมื่อว่าที่คุณแม่ติดกาแฟ...

เรื่องนี้เชื่อว่าเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน เพราะบางคนติดกาแฟมากถึงขนาดไม่กินข้าวได้ แต่ขาดกาแฟเหมือนขาดใจ ชีวิตจะเหี่ยวเฉาไปทั้งวัน ทำการทำงานไม่ได้ แล้วถ้าอยู่ๆ เกิดท้องขึ้นมาล่ะ .... จะยังดื่มกาแฟได้อยู่หรือเปล่า ถ้าดื่มจะมีผลยังไงกับลูกน้อยบ้าง ... วันนี้มาดูกัน ^^

ข้อมูลจากงานวิจัยในปัจจุบันไม่พบว่ามีหลักฐานถึงความเกี่ยวโยงระหว่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในระหว่างการตั้งครรภ์กับความพิการของทารกในครรภ์

มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนระหว่างตั้งครรภ์ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ แต่การให้คาเฟอีนในขนาดสูงอาจจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม (gene mutation) เมื่อได้รับรังสี (radiation) หรือสารเคมีบางอย่างได้ นอกจากนี้พบว่าถ้าฉีดคาเฟอีนเข้าไปในกระแสเลือดของแกะ จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกลดลงประมาณ 5-10%

สำหรับการศึกษาในคน ก็มีรายงานว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณสูง เทียบเท่ากับการดื่มกาแฟมากกว่า 5 แก้วต่อวัน มีความสัมพันธ์กับการแท้ง

อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณปานกลาง คือ มีระดับคาเฟอีนน้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน "ไม่ได้เพิ่ม" อัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อย, ภาวะโตช้าในครรภ์ หรือ การคลอดก่อนกำหนด

แต่พบว่าเมื่อเทียบกันแล้วการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนปริมาณมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน ตลอดการตั้งครรภ์ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดทารกโตช้าในครรภ์ประมาณ 1.4 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน

จากข้อมูลทั้งหมดทั้งปวง มีคำแนะนำจาก The American Dieteric Association ปี 2002 เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในระหว่างตั้งครรภ์ ควรจำกัดอยู่ที่น้อยกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน คิดง่ายๆ ก็คือ ปริมาณไม่เกินการดื่มกาแฟชนิด percolated coffee (เป็นกาแฟที่ชงแบบใส่กาแฟในที่กรองแล้วให้น้ำร้อนผ่านกาแฟลงมา .. อันนี้เปิดหาเพิ่มใน Google นะคะ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า) แก้วขนาดประมาณ 140 มิลลิลิตร 3 แก้วนั่นเอง

ปัจจุบันกาแฟมีมากมายหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีปริมาณคาเฟอีนที่แตกต่างกัน นอกจากกาแฟแล้ว โอวัลติน โกโก้ น้ำอัดลมบางชนิดก็ยังมีคาเฟอีนผสมในระดับที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นคุณผู้อ่านอาจจะต้องสังเกตฉลากข้างบรรจุภัณฑ์หรือว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มนั้นมีปริมาณคาเฟอีนผสมอยู่เท่าไหร่

ถ้าแนะนำง่ายๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องดื่มซะจบเรื่อง แต่ถ้ามันไม่ได้จริงๆ 1 แก้วขนาด 250 มิลลิลิตรก็พอหยวนๆ ได้ ถ้ากินกาแฟไปแล้ว โกโก้ ชาเย็น ช็อคโกแลต ของวันนั้นก็หมดโควต้า ส่วนน้ำอัดลมมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อยู่แล้วแถมยังน้ำตาลเยอะอีกก็เลี่ยงซะ ทำได้แบบนี้หมอว่าก็โอเคล่ะนะ ^^

(ปล. คำแนะนำนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงเท่านั้น ส่วนคุณแม่คนไหนเป็นเบาหวานหรือน้ำหนักเกินที่ต้องคุมอาหารหมดสิทธิ์นะจ๊ะนะ เดี๋ยวจะบอกว่าหมอเมษ์ให้ดื่มกาแฟได้วันละ 1 แก้วแล้วน้ำตาลขึ้น คุณหมอที่ดูแลดุเอาเค้าไม่รับผิดชอบนะ ^^)




Credit: Facebook.ใกล้มิตรชิดหมอ by หมอเมษ์



Monday, January 21, 2013

ยาคูลท์... เรื่องที่หลายคนยังไม่รู้ (Yakult - Probiotics)


ปัจจุบัน มีเครื่องดื่มน้ำสีส้มขวดขาวขุ่นออกมาวางแข่งกับยาคูลท์หลายยี่ห้อ ก็เคยซื้อกินเหมือนกัน ด้วยเหตุผลที่ว่ามันถูกดี กินทีอิ่มไปหลายชั่วโมง หลอดก็ใหญ่กว่าดูดได้สะใจ หรือจะยกซดก็ไม่เลว แต่จะว่าไปแม้จะพยายามเลียนแบบอย่างไร (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าอื่นเขาจงใจเลียนแบบหรือแค่บังเอิญ) ยาคูลท์ก็ยังไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้


ยาคูลท์ คืออะไร?


ยาคูลท์ เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์นับพันล้านตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้มาจากการหมักนมกับน้ำตาลกลูโคส โดยใช้จุลินทรีย์ชิโรต้า ยาคูลท์ไม่ใช่เป็นเพียงนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต แต่เป็น "โพรไบโอติก (Probiotics)" หรืออาหารเสริมที่มีแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จุลินทรีย์ชิโรต้า หรือ แลคโต บาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรต้า ได้ถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ เพราะมีความสามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดที่รุนแรงในกระเพาะอาหารของคนเรา และทนต่อความเป็นด่างที่รุนแรงของน้ำดี สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในลำไส้ และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้

ยาคูลท์ทำงานอย่างไร

หากมองลงไปในพุงกะทิของเราเองจะเห็นว่าลำไส้เล็กนั้น จะบีบขย้ำกดขี่ข่มเหงและแปลงอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นสารที่เป็นประโยชน์ เพื่อรอการดูดซึมแต่ในขณะเดียวกันก็จะมีสารที่เป็นโทษหลุดรอดออกมาด้วย เมื่อร่างกายก่อเกิดความสมดุลของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ ระบบย่อยอาหารของเราก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เฉลี่ยแล้ว แลคโตบาซิลัสมีมูลค่าตัวละ 0.00000000075 บาท แต่ถ้าสมดุลเสียไป สารพิษและสารอันตราย อาจถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ดังนั้นไอ้เจ้าแลคโตบาสิลัสก็เลยคิดใหม่ทำใหม่กลายเป็นพระเอกม้าขาว(ออกสี นวลๆส้มๆหน่อย) เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการปรับสมดุลของลำไส้ ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของช่องท้องให้ สม่ำเสมอ ลดสารที่จะก่อให้เกิดความเสียหายที่ถูกผลิตโดยแบคทีเรียฝ่ายค้าน(ฝ่ายย่อย สลาย)

จุดเริ่มต้น

หากใครคิดว่ายาคุลท์มีแค่เมืองไทยละก็ผิดถนัด เพราะยาคูลท์มีสัญชาติญี่ปุ่นเต็มตัว นับว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับโกโบริก็น่าจะได้ เพราะเมื่อ 70 กว่าปีก่อนหรือปี คศ.1930 ดร.มิโนรุ ชิโรตะ (คศ.1899-1982) จากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเกียวโตประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มต้นวิจัยพัฒนายาคูลท์ขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยเหตุที่ว่าในช่วงเวลานั้น ที่ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรจชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง การติดเชื้อในลำไส้ อันสืบเนื่องมาจากการสาธารณสุขที่ยังไม่ดีพอ และต้องล้มตายด้วยการขาดสารอาหาร

 ดร. มิโนรุ ชิโรต้า จึงมีความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแบคทีเรีย "กรดนม" ด้วยแนวความคิดที่จะใช้เเบคทีเรียควบคุมแบคทีเรียด้วยกันเอง เเละได้ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกเเบคทีเรียกรดนมที่มีความแข็งแรงที่สุดจากกว่า 300 สายพันธุ์ เป็นแบคทีเรียที่สามารถทนต่อกรดของกระเพาะอาหาร และน้ำดีจากตับที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ในลำไส้คนเรา ซึ่งสายพันธุ์อื่นทนไม่ได้ ชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรต้า

ด้วยแนวคิดที่จะให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ดร. มิโนรุ ชิโรต้า จึงได้นำแบคทีเรียตัวนี้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวให้ชื่อว่า "ยาคูลท์" และเริ่มออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1935 ในปัจจุบันมีประชากรกว่า 26 ล้านคน ใน 32 ประเทศทั่วโลกที่ดื่มยาคูลท์เป็นประจำ

ดร. มิโนรุ ชิโรต้า บิดาแห่งยาคูลท์

ยาคูลท์ถูกผลิตในห้องแลบของดอกเตอร์ชิโรตะ และถูกแจกจ่ายสู่ผู้ป่วย และผู้ที่ ต้องการในเกียวโต จนกระทั่งในปี 1935-1955 ยาคูลท์ถูกผลิตเพื่อขายทั่วทั้งญี่ปุ่นโดยผู้จำหน่ายอิสระ

ใน ปี1955 ดร. ชิโรตะ ก่อตั้งบริษัท Yakult Honsha เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทยาคูลท์างธุรกิจ และควบคุมผู้จำหน่ายตั้งแต่นั้นมากลุ่มบริษัทยาคูลท์ได้ขยายตลาดสู่สากล กว่า 200 บริษัทใน 17 ประเทศ ในขณะเดียวกัน บริษัทแม่ Yakult Honsha ก็มีส่วนเกี่ยวของกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนนผสมของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ หลายชนิด จนกระทั้งปี 1967 สถาบันวิจัยที่มีชื่อว่า Yakult Central Institute for Microbiological Research ก็ถูกก่อตั้งขึ้นในโตเกียว


นอกจากนั้น ยาคูลท์ก็ยังเป็นธุรกิจขายตรงที่ไม่ใช่ MLM ที่ยืนยงมาถึงทุกวันนี้อีกต่างหาก  สมัยเด็กๆมีสาวยาคูลท์ขี่จักรยานมาขายยาคูลท์ที่บ้านทุกวัน เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี เธอก็ยังเป็นสาวยาคูลท์ปั่นจักรยานอยู่เช่นเคย (แต่ไม่รู้ว่าคันที่เท่าไรแล้ว)...

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ชิโรต้า

1 ช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
2 รักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
3 ยับยั้งและทำลายแบคทีเรียที่ให้โทษต่อร่างกาย
4 ลดอาการท้องผูก และท้องเสีย
5 ลดการสร้างสารพิษจากแบคทีเรียที่ให้โทษ
6 ช่วยให้ลำไส้มีการขยับเคลื่อนตัวมากขึ้น เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร
7 กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการติดเชื้อ


สาวยาคูลท์เค้าฝากบอกมา...

- ถ้าท้องผูก  เพราะพฤติการการทานอาหาร  ช่วงแรก ๆ ที่ทานยาคูลท์ อาจไม่เห็นผล แต่ให้ทานทุกวันต่อเนื่อง เพื่อให้จุลินทรีย์ไปปรับสภาพในลำใส้ จะดีขึ้น แล้วจะเห็นผลในที่สุด...ไม่เชื่อลองดูยาคูลท์

- สำหรับคนที่มีอาการท้องเสีย  หลังการทานอาหารพวกส้มตำ  ให้ทานยาคูลท์ตาม 2 ขวด รับรองเห็นผล  ถ้าเป็นบิด ก็ให้ทานสัก 5 ขวด  และหากลามไปถึง อหิวา ก็ให้ทานมากขึ้นตามลำดับ (จำไม่ได้แล้วว่ากี่ขวด เธอพูดเร็วมาก) แต่ยังไม่หยุดถ่าย หรือ ถ่ายเป็นน้ำเป็นปี๊ปๆ  เธอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพราะยาคูลท์คงช่วยท่านไม่ได้แล้ว

- 1 ขวดเก็บได้ 7 วัน ถ้าเกินจากนี้ให้เก็บในตู้เย็นจะอยู่ได้อีก 21 วัน แต่ที่กำหนดให้อายุยาคูลท์สั้น จะได้สั่งกินกันทุกวัน ไม่งั้นคนจะซื้อตุน เค้าก็ขายไม่ได้...อะคริ อะคริ (แต่ก็จริงเค้ามาส่งทุกวัน จะซื้อตุนทำไม ชิมิ)

- ถ้าเก็บที่อุณหภูมิ 10 องศา จุลินทรีย์จะหลับ แล้วช่วงที่เราเอาออกมาดื่ม ณ อุณหภูมิห้อง 37-38 องศา มันจะตื่นก็พร้อมจะทำงานให้ร่างกายเราทันที

- ถ้าตู้เก็บความเย็นไม่พอ หรือวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง จุลินทรีย์อาจมีปริมาณมากกว่าที่ระบุไว้ข้างขวด เพราะมันเติบโตขยายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ แต่ตัวพ่อตัวแม่จะเริ่มอ่อนแอลง เพราะออกลูกออกหลานจนเหนื่อย ....ฉะนั้นให้รีบๆ  กินซะ

-  แต่ถ้าคุณปล่อยให้ยาคูลท์ตากแดด จุลินทรีย์จะตาย ยังกินได้อยู่นะ แต่ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ...



credit:
www.yakultthailand.com
 board.postjung.com/

Friday, December 28, 2012

3 สมุนไพร พิชิต โรคเบาหวาน (3 Herbal to Cure Diabetes)

โรคเบาหวาน (diabetes) เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ในการบำบัดรักษาโรคเบาหวานนั้น เบื้องต้นควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง และควบคุมอาหารไปพร้อมๆ กันด้วย อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรงด ได้แก่ อาหารน้ำตาลทุกชนิด เช่น ขนมหวาน ของเชื่อม น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น รวมถึงผลไม้ที่หวานจัดด้วย เช่น ทุเรียน น้อยหน่า ละมุด ลำใย ฯลฯ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องพึงระวังในการรับประทานเป็นอย่างยิ่ง

และในปัจจุบัน "สมุนไพร" ได้เข้ามามีบทบาทในการรักษา และควบคุมความรุนแรงของโรคที่มีผลต่อสุขภาพชีวิตของคนไทยได้หลายๆ โรค เบาหวานก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถใช้สมุนไพรในการควบคุมความรุนแรงของโรคได้ วันนี้เราจึงมี 3 สมุนไพร พิชิต โรคเบาหวาน (3 Herbal to Cure Diabetes) มาแนะนำกันค่ะ


1. มะระขี้นก (Bitter Cucumber, Balsam Pear)



มะระขี้นก มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีรายงานการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย พบฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากสัตว์ทดลอง และ ผู้ป่วยเบาหวาน และสามารถชะลอการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ จากผลการวิจัยสรุปว่า มะระขี้นก มีกลไกการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้หลายวิธี คือ ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ออกฤทธิ์เกี่ยวกับการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสในตับ องค์ประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดคือ อินซูลิน คาแรนทิน และไวซีน

มะระขี้นก จึงเป็นพืชผักสมุนไพรตัวแรกที่ควรส่งเสริมให้ใช้เป็นสมุนไพรคู่ใจผู้ป่วยเบาหวาน จากการที่มีรายงานการศึกษาวิจัยถึงสรรพคุณการลดน้ำตาลในเลือดทั้งในสัตว์ทดลองและในคนเป็นจำนวนมาก และรูปแบบวิธีใช้ที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดก็ไม่ซับซ้อน คือสามารถใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้ง


2. ผักเชียงดา (Perrpioca of the woods)

ผักพื้นบ้านชื่อแปลกชนิดนี้ว่า “เซี่ยงดา หรือ เซ่งดา” ในภาษาเมืองของภาคเหนือ มันคือผัก “เชียงดา” หรือ “จินดา” ในภาคกลาง ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น “ผักว้น” ,“ม้วนไก่” หรือ “ผักเซ็ง” มีลักษณะเป็นไม้เถาเป็นพุ่มทึบ น้ำยางใส ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ สีเหลืองอมส้ม ผลรูปหอก เติบโตในป่าเขตร้อนภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย และภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ผักเชียงดารู้จักกันดีในภาษาอังกฤษว่า “Perrpioca of the woods” และ เบสบาสรินกิ แปลว่า เขาแกะ  ในภาษาสันสกฤต  มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือในภาษาฮินดู “Gurmar”  แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”

ผักเชียงดา เป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนัก และใช้เป็นยารักษาเบาหวาน เช่นเดียวกับอินเดียและประเทศแถบเอเชียมานานกว่า 2000 ปีแล้ว ผักเชียงดา สามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่า ผักเชียงดา ช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่า ผักเชียงดา สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง แคปซูล ผักเชียงดา ยังมีวางขายในร้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรูปแบบผงแห้งที่มีการควบคุมมาตรฐานของกรดไกนีมิก

ในยอดอ่อนและใบอ่อน มีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง รากและใบของผักเชียงดามีสารสำคัญคือ gymnemic acid มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์รีเซพเตอร์ในลำไส้ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ผักเชียงดา มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 และปี พ.ศ.2524 มีการยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปริมาณอินซูลินในสัตว์ทดลองและในคนที่เป็นอาสาสมัครที่แข็งแรง พบว่า ผักเชียงดา ไปฟื้นฟูบีตาเซลล์ของตับอ่อน (อวัยวะที่สร้างอินซูลิน) ทำให้ ผักเชียงดา สามารถช่วยคุมน้ำตาลได้ในคนเป็นเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2


3. ตำลึง (Ivy Gourd)


ตำลึง เป็น สมุนไพร ที่นิยมใช้รักษาโรคผิวหนังพวกผื่นแพ้ ตำแย หมามุ่ย หนอนคัน บุ้ง หอยคัน มดคันไป ผื่นคันจากน้ำเสีย ผื่นคันจากละอองข้าว ผื่นคันชนิดที่ไม่รู้สาเหตุ เริม งูสวัด สุกใส หิด สิว ฝีหนอง เป็นต้น ส่วนการกินตำลึงจะช่วยระบายท้อง ลดการอึดอัดท้องหลังกินอาหารเนื่องจากมีสารช่วยย่อยแป้ง และช่วยแก้ร้อนใน เป็นต้น ที่สำคัญคือตำลึงเป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน ทั้งราก เถา ใบ ใช้ได้หมด มีสูตรตำรับหลากหลาย และในตำราอายุรเวทก็มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี ชาวเบงกอลในอินเดียใช้ตำลึงเป็นยาประจำวันสำหรับแก้โรคเบาหวาน

สำหรับ การรักษาเบาหวานด้วย ตำลึง นั้น ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ตำลึง จำนวนมาก และเป็น สมุนไพร ที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดตัวหนึ่ง จากการทบทวนผลการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ เกี่ยวกับสรรพคุณของ สมุนไพร ลดน้ำตาลในเลือด ของทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าตำลึงและโสมมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลการลดน้ำตาลดีที่สุด และได้ค้นพบสรรพคุณของ ตำลึง ที่ช่วยลดน้ำตาล คือ ใบ ราก ผล มีการศึกษาพบว่าการกินตำลึงวันละครึ่งขีด ทุกวันสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ได้ ข้อดีของตำลึงคือปลูกง่าย หาง่ายและราคาถูกกว่าโสมมากโดยเฉพาะในบ้านเรา


ขอบคุณที่มาจาก ศูนย์ข้อมูลด้าน สุขภาพ เพื่อคนไทย


credit:
http://women.mthai.com/
http://thaiplants.blogspot.com

Thursday, November 29, 2012

กินผลไม้สดตอนท้องว่าง...ได้ประโยชน์สูงสุด

(Eat Fresh Fruits on an Empty Stomach)

บ้านเราโชคดีที่เป็นประเทศ ที่มีผลไม้หลากหลายชนิดให้เลือกกินกันได้ ไม่มีขาดตลอดทั้งปี แถมราคาก็ยังไม่แพง ได้ของสดๆ ตรงจากสวนจากไร่แทบไม่ต้องง้อผลไม้แช่เย็นจากแดนไกล ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาชาวต่างชาติมากมายติดใจไม่น้อย เพราะที่บ้านเมืองเขาอาจซื้อหาผลไม้มากินในราคาถูกแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก
คนส่วนใหญ่ทราบว่าเราควรกินผลไม้ เพราะจะได้คุณค่าสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลไม้บางครั้งยังเป็นเหมือนยาบำบัดที่ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ เช่นในวันที่อากาศร้อนๆ หากได้ลิ้มรสแตงโมสักชิ้นก็ทำให้ฉ่ำชื่นใจคลายร้อนไปได้มาก หรือคุณอาจเคยได้ยินว่ากินกล้วยน้ำว้าแล้วจะทำให้คลายจากท้องผูก แถมยังทำให้อารมณ์ดี เพราะเชื่อว่าในกล้วยมีสาร Tryptophan เมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็น Serotonin ที่เป็นสารสร้างความสุขให้กับคนเรา แต่ก็เชื่อว่าหลายๆ คนยังมองการกินผลไม้เป็นเรื่องรอง มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน หรือบางคนตั้งใจกินผลไม้แต่กินผิดเวลา คุณค่าที่ควรจะได้จากผลไม้ที่กินเข้าไปก็เลยลดลงอย่างน่าเสียดาย

หนังสือขายดีไปทั่วโลกชื่อ "Fit for Life" ของนักบรรยายเรื่องโภชนาการชาวอเมริกัน ฮาร์วีย์ และมาริลีน ไดมอนด์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกินผลไม้  ธรรมชาติได้สร้างร่างกายคนให้รองรับกับการกินผลไม้เป็นอาหารตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เพิ่งมามีช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้เองที่เราหันไปกินเนื้อสัตว์กันมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งผลตามมาก็คือ ร่างกายต้องปรับตัวอย่างหนัก บางครั้งปรับตัวไม่ไหวก็กลายเป็นพิษ เห็นจากอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็งนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือด เต้านม ตับ กระเพาะอาหาร ฯลฯ ขณะที่การกินผลไม้เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยล้างพิษ เพราะผลไม้ส่วนใหญ่มีน้ำประกอบอยู่ในปริมาณ 80-90% ทั้งมีกากใย จึงช่วยกวาดล้างพิษต่างๆ ซึ่งคั่งค้างในร่างกายให้ออกไปโดยการขับถ่าย ดังนั้นเมื่อรวมกับสารอาหารที่เราได้จากผลไม้แล้ว จึงนับว่าเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายสูงกว่าอาหารอีกหลายชนิด ในข้อแม้ว่าต้องกินอย่างถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ
ไดมอนด์เสนอแนวความคิดว่าน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี คือการกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ การห้ามกินผลไม้หลังอาหารนั้นเพราะเมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลย ก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้ ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่าคุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดี แต่ก็น่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากใครที่กินอาหารแล้วต้องการกินผลไม้ตาม ควรรอเวลาให้อาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านั้นย่อยหมดก่อน แล้วจึงค่อยกินผลไม้ หากเป็นอาหารเบาๆ เช่น สลัดผักสด ใช้เวลารอประมาณ 2 ชั่วโมง หรือหากคุณเพิ่งกินอาหารหนักอย่างเช่น ข้าว หรือเนื้อสัตว์ ที่ใช้เวลาย่อยนานขึ้น ก็อาจต้องรออย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือกินอาหารหลายๆ อย่างรวมกัน มีกากใยน้อย ย่อยยากขึ้น ก็อาจใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งไม่แนะนำให้กินผลไม้ตามไปในช่วงเวลานั้นเลย

ตามแนวคิดนี้ เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะกินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ คือ ช่วงเช้าของทุกวัน ตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงเที่ยง เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายสะสมพลังงานไว้เต็มเปี่ยมตลอดคืน ดังนั้นเวลาตื่นจะเป็นช่วงที่ร่างกายสดชื่นที่สุด จึงไม่ควรจะสูญเสียพลังงานที่มีค่าของวันนี้ไปเปล่าๆ กับการย่อยอาหารนานๆ แต่การกินผลไม้ที่ใช้พลังงานในการย่อยต่ำจะช่วยให้เรามีพลังงานเหลือเฟือไว้ใช้ประโยชน์กับกิจกรรมอื่นๆ ของชีวิต และดูดซึมสารอาหารที่ควรจะได้รับอย่างเต็มที่ รวมทั้งได้กากใยช่วยขับของเสียที่สะสมมาจากวันก่อน ทั้งมีส่วนช่วยให้น้ำหนักลดลง โดยที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเราสามารถกินผลไม้ได้มากเท่าที่อยากกิน และเว้นระยะประมาณสักครึ่งชั่วโมงจึงค่อยกินอาหารมื้อกลางวัน หากทำแบบนี้ได้เป็นประจำ ร่างกายเราก็จะได้รับสารอาหารสำคัญจากผลไม้เต็มที่ ช่วยให้เราคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ดี มีอายุยืน สุขภาพดี กระชุ่มกระชวย อยู่เสมอ

ผลไม้ที่เราจะกิน หรือน้ำผลไม้ จะเป็นชนิดไหนก็ได้ สำคัญที่สุดคือ ต้อง “ สด ” 100% ไม่ได้ผ่านความร้อน การหมักดอง หรือการปรุงรสใดๆ เพราะร่างกายเราจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดเมื่อมันอยู่ในสภาพธรรมชาติเท่านั้น แต่ผลไม้ที่ผ่านความร้อนปรุงเป็นอาหาร จะสูญเสียคุณค่าในตัวเองไปหมดแล้ว หากเป็นน้ำผลไม้ก็ควรเลือกดื่มชนิดที่คั้นสด 100% จะดีกว่าชนิดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน หรือน้ำผลไม้ที่ผสมจากหัวเชื้อเข้มข้น ซึ่งแบบนั้นจะไม่ได้คุณค่าอาหารแบบที่น้ำผลไม้คั้นสดจะให้ได้ ดื่มน้ำผักหรือผลไม้คั้นสดแทนการดื่มชา กาแฟ ในยามเช้า ก็เป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี แถมยังช่วยให้แต่ละวันของคุณเป็นวันที่แจ่มใสได้อีกด้วย


Credit: www.yourhealthyguide.com

Wednesday, October 10, 2012

13 สถานที่กินเจ ในเทศกาลกินเจทั่วไทย ปี 2555 (Thailand Vegetarian Food Festival 2012)



เทศกาลกินเจ หรือประเพณีการกินเจ เป็นเทศกาลที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย โดยกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน

ซึ่งเทศกาลกินเจ หรือประเพณีการกินเจ ในปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 สำหรับใครที่ชอบความคึกคักแห่งงานบุญ สามารถไปร่วมอิ่มทาน กับ 9 สถานที่กินเจในปี 2555 นี้ได้ ซึ่งจะมีจัดอยู่ทั่วทั้งประเทศ ดังต่อไปนี้


1. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ เยาวราช จ.กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ 15 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญชวนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วม กินเจ อย่างถูกประเพณี 10 วัน 9 คืน เพื่อสืบสานตำนานการกินเจอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 ชมขบวนแห่รถบุปผาชาติในวันพิธีเปิดงาน และพิธีคัดเลือก “องค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม” จากสาวพรหมจรรย์

เขตสัมพันธวงศ์ จัดงาน "เทศกาลงานเจ เยาวราช ประจำปี 2555" ชวนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมทานเจอย่างถูกประเพณี เพื่อสืบสานตำนานการกินเจอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี โดยในปีนี้มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15 - 23 ตุลาคม 2555 และมีขบวนแห่รถบุปผชาติในวันพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีพิธีคัดเลือก "องค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิม" จากสาวพรหมจรรย์อีกด้วย

2. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ ธรรมสถาน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ตั้งแต่ 14 - 24 ตุลาคม 2555

เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาแต่งกายชุดขาวเข้าร่วมงาน “มหากุศล อิ่มบุญ อิ่มใจ” ในงานเทศกาลกินเจ เมืองพัทยา ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14-24 ตุลาคม 2555 ณ โรงเจ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ ธรรมสถาน ต.นาเกลือ

โดยเมืองพัทยาร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน ททท. สำนักงานพัทยา หน่วยงานภาครัฐ – เอกชนในพื้นที่ ไฮไลต์เด่นของ เทศกาลกินเจ ปีนี้ คือ “ข้าวผัดทิพย์ 85 กระทะมหามงคล” เป็นรายการข้าวผัดเฉลิมฉลองมหามงคลที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา โดยใช้สมุนไพรจีนสิริมงคลกว่า 16 รายการ ผัดในกระทะขนาดปกติ จำนวน 85 ใบ โดยผู้ผัดจำนวน 85 คน เพื่อแจกจ่ายให้บรรดาสาธุชนที่เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเริ่มถือศีลอด เมืองพัทยาได้จัดให้มีขบวนสิงโต มังกร เทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อชาวไทยเชื้อสายจีนรอบเมืองพัทยาอีกด้วย

3. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

เทศบาลนครหาดใหญ่ ขอเชิญร่วมงาน "เทศกาลกินเจหาดใหญ่ 2555" ในวันที่ 14 - 23 ตุลาคม 2555 บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ ตรงข้ามมูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ พบกับการแข่งขันกินอาหารเจ การแสดงบนเวที การประกวดหนูน้อยสมบูรณ์และธิดากินเจ สาธิตการปรุงอาหารเจสูตรพิเศษ "เมนู 9 มงคล" จากเหล่าคนดัง รับผลิตภัณฑ์จากผู้สนับสนุนมากมาย ร้านอาหารเจกว่า 120 ร้าน "กินเจ ถูกปาก ถูกใจ ถูกอนามัย ไร้แอลกอฮอล์" โชว์มังกรทองพ่นนํ้า - สิงโตเล่นจานดอกเหมย จากจังหวัดนครสวรรค์ทุกคืน

และขอเชิญร่วมพิธีเปิดงาน วันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 16.00 น. พบขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับพรจากคณะสงฆ์ สร้างกุศลเพื่อความสุข ความแข็งแรง ความมั่งมี ด้วยการร่วมทำทานบุญ พิเศษสุด ๆ กิจกรรม "ทานบุญ" กินอย่างพอเพียงเลี้ยงคนทั้งเมือง เชิญชมขบวนแห่พระรอบเมืองหาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่ตระกาลตา พบกับขบวนมังกรทอง-สิงโต, ขบวนเทพเจ้า, ขบวนคนเดิน, ขบวนม้าทรงจากศาลเจ้าต่าง ๆ เริ่มขบวน ณ บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ ตรงข้ามมูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ วันที่ 20 ตุลาคม 2555 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

สอบถามข้อมูล เทศกาลกินเจ หาดใหญ่ 2555 : www.kinjhatyai.com / facebook/Kinjfan / ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7423 1055

4. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้า 9 แห่ง จ.สมุทรสาคร
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรสาคร ศาลเจ้า 9 แห่ง ชมรมร้าน อาหารเจ สมุทรสาคร และ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “ประเพณีไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจ สมุทรสาคร ประจำปี 2555″ ตั้งแต่วันที่ 14 – 23 ตุลาคม 2555 ณ บริเวณริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร และศาลเจ้า 9 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร ทัวร์ไหว้เจ้าศักดิ์สิทธิ์ 9 ศาล ได้แก่ 

1. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร
2. โรงเจมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร
3. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง คลองมหาชัย
4. ศาสเจ้าแม่กวนอิมพันมือ คลองจาก
5. ศาลเจ้าแม่จุ๋ยบ๋วยเนี้ย
6. โรงเจเชงเฮียงตั๊ว
7. ศาลเจ้าพ่อกวนอู
8. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ท่าฉลอม
9. พระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม

พร้อมอิ่มบุญกับ อาหารเจ อร่อย สะอาด จากชมรมร้านอาหารเจกว่า 50 ร้าน ณ บริเวณริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครสมุทรสาคร โทรศัพท์ 0 3441 1208 หรือ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม โทรศัพท์ 0 3475 2847

5. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้า(อ๊าม) 6 แห่ง จ.ภูเก็ต 
ตั้งแต่ 15 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงาน “ประเพณีถือศีลกินผัก” ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 อิ่มบุญ เสริมบารมี ในช่วงงาน กินเจ ภูเก็ต พร้อมชมพิธีกรรมแห่พระ ลุยไฟ ไต่บันไดมีด และพิธีสะเดาะเคราะห์จากทุกศาลเจ้าทั่วเกาะภูเก็ต เสริมบารมีให้ตนเองด้วยการทำบุญเขียนชื่ออักษรจีนบนเม็ดข้าวสารศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าปุดจ้อ (ศาลเจ้ากวนอิม จังหวัดภูเก็ต) ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันประเพณีกินผักถือเป็นจุดขายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ ของ เทศกาล กินเจ ภูเก็ต และ ศาลเจ้าชื่อดัง หรือ อ๊าม ชื่อที่ชาวภูเก็ตนิยมเรียกกัน ในจังหวัดภูเก็ตมีทั้งหมด 6 แห่ง คือ

1. ศาลเจ้า(อ๊าม) กระทู้ ที่บ้านกระทู้ อำเภอกะทู้
2. ศาลเจ้า(อ๊าม)ท่าเรือ ที่บ้านท่าเรือ อำเภอถลาง
3. ศาลเจ้า(อ๊าม) จุ้ยตุ่ย ที่ถนนระนอง อำเภอเมืองภูเก็ต
4. ศาลเจ้า(อ๊าม) หล่อโรง ที่ถนนพัฒนา อำเภอเมืองภูเก็ต
5. ศาลเจ้า(อ๊าม) บางเหนียว ที่ถนนภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต
6. ศาลเจ้า(อ๊าม) สามกอง ที่ถนนเยาวราช อำเภอเมืองภูเก็ต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานภูเก็ต โทรศัพท์ 0 7621 2213

6. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองระนอง จ.ระนอง
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

จังหวัดระนอง ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ร่วมแสวงบุญเข้าร่วมงานประเพณี ถือศีล กินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14 - 23 ตุลาคม 2555 ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองระนอง จังหวัดระนอง ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมการเชิดมังกรทองและสิงห์โตกวางเจา, ลานเทศกาลอาหารเจ, พิธีกรรมทางพระทุกค่ำคืนตลอดงาน และพิธีอิ้วเก้ง แห่พระรวม 339 องค์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานชุมพร (ชุมพร ระนอง) โทรศัพท์ 0 7750 1831 - 2 และ 0 7750 2775 – 6


7. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง จ.ตรัง
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงานประเพณี ถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14 – 23 ตุลาคม 2555 บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง อิ่มบุญกับการถือศีล กินเจ พร้อมนุ่งขาวห่มขาวเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ชมขบวนแห่พระรอบตลาดเมืองตรัง ชมพิธีลุยไฟที่ศาลเจ้ายามค่ำคืน ทำพิธีข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ ชมการไต่บันไดมีด และร่วมกิจกรรมเวียนธูปเวียนเทียน การประกวดธิดาเจ้าแม่กวนอิม และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครตรัง โทรศัพท์ 0 7521 8017, ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม โทรศัพท์ 0 7521 9434, ศาลเจ้ากิวอ๋องเอี่ย โทรศัพท์ 0 7520 1701 และ ททท.สำนักงานตรัง โทรศัพท์ 0 7521 5867, 0 7521 1058

8. เทศกาลถือศีลกินเจ ทั่วเมืองโคราช จ.นครราชสีมา
15 - 23 ตุลาคม 2555


กำหนดจัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ เมืองโคราช  9 วัน  ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 ทั่วเมืองโคราช สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น อาทิ พิธีอัญเชิญเทพเจ้าประทับทรงแห่รอบเมืองโคราช (อิ้วเก้ง) กับ25 ศาลเจ้าและพระตำหนักรอบเมืองโคราช (ในวันที่ 18 ตุลาคม 2555 เริ่มเคลื่อนขบวนเวลา 08.59 น.) สุดยิ่งใหญ่อลังการ  การทำพิธี  สวดมนต์ – เดินธูป ข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ 12 ราศี (โกยห่าน “ขอเชิญทุกท่านที่ชื่นชอบในเรื่องราวของการเดินทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา ได้ร่วมทำบุญอันเป็นมหากุศล กับเทศกาลถือศีลกินเจ เมืองโคราช และยังจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังเส้นทางไหว้พระโคราช เส้นทางศรัทธามหามงคล 9 มงคลสถาน 2 วิหารลานบุญ รวมถึงกิจกรรมทางการท่องเที่ยวต่างๆที่น่าสนใจ ได้ทั่วเมืองโคราช

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมไทย จีน ถือศีลกินเจโคราช โทรศัพท์ 0 4434 1222, 08 1966 5688, 08 6638 และ ททท. สำนักงานนครราชสีมา โทรศัพท์ 0 4421 3030, 0 4421 3666

9. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้าต่าง ๆ ใน จ.พังงา
14- 23 ตุลาคม 2555

จังหวัดพังงา ร่วมด้วยศาลเจ้าต่าง ๆ ในจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ จัดงานประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงาม ซึ่งระหว่างถือศีลกินผักชาวบ้านจะแต่งกายชุดขาวไปรับอาหารจากศาลเจ้า มีพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น พิธีลุยไฟ พิธีบวงสรวงดาวประจำวันทั้งเจ็ด พิธีสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ และมีพิธีแห่เจ้ารอบตัวเมืองไปตามถนนต่าง ๆ เพื่ออวยพรเสริมสิริมงคลให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานกระบี่ โทรศัพท์ 0 7562 2163

10. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จ.นราธิวาส
1 - 31 ตุลาคม 2555

เชิญร่วมงาน ประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2555 ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จังหวัดนราธิวาส ไปร่วมพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีเบิกเนตรพระ ร่วมพิธีอาบน้ำร้อน-อาบน้ำมัน พิธีลุยไฟ พิธีสะเดาะเคราะห์ พร้อมตื่นตากับการแสดงเชิดสิงโต และหนังตะลุงคน

ร่วมพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีเบิกเนตรพระ ร่วมพิธีอาบน้ำร้อน-อาบน้ำมัน-พิธีลุยไฟและพิธีสะเดาะเคราะห์ทุกคืน ชมการแสดงเชิดสิงโต และหนังตะลุงคน
** กำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนเดินทาง **

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนราธิวาส โทรศัพท์ 0 7352 2411 และ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ 0 7353 2372

11. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ วัดบรมราชากาญจนาภิเษก (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) และบริเวณตลาดรวมใจ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
14- 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลถือศีลกินเจบริเวณ วัดบรมราชากาญจนาภิเษก (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555

โดยจะมีกิจกรรมการประกอบอาหารเจ จากอาหารประจำชาติอาซียน จำนวน 10 ชาติ มีขบวนเชิดสิงโตนำโชค, ขบวนรถบุผชาติ พระโพธิสัตว์กวนอิม การจัดบริการโรงทานอาหารเจฟรีให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา จำนวน 10 วัน, การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารเจกับกลุ่มประเทศอาเซียน, ประวัติการกินเจ และการจัดงานเทศกาลกินเจที่ผ่านมา ส่วนการจัดพิธีกรรมทางศาสนา ได้แก่ พิธีบูชาข้าวทิพย์, พิธีลอยกระทง-ปล่อยสัตว์เสริมบารมี, บูชาดาวนพเคราะห์, พิธีโยคะตันตระมหาทาน, พิธีถวายฉลองพระองค์ แด่องค์กิ่วอ๊วงฮุกโจ้ว, พิธีส่งเสด็จพระนวราชา (กิ่วอ๊วงฮุกโจ้ว)

และเทศกาลกินเจบริเวณ ตลาดรวมใจ เมืองทองธานี

12. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณมูลนิธิธรรมะกตัญญู (เสียนหลอไต่กง) และโรงเจท่งเสียงปากน้ำ จ.สมุทรปราการ
14- 23 ตุลาคม 2555

เทศกาลถือศีลกินเจ บริเวณมูลนิธิธรรมะกตัญญู (เสียนหลอไต่กง) และโรงเจท่งเสียงปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 โดยจะมีกิจกรรมเทศกาลอาหารเจ

เทศกาลกินเจเดือนเก้า ณ โรงเจมูลนิธินาคราชโยธาชัย ( เต็กก่าจี่เกี่ยมเกาะ) กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 โดยจะมีกิจกรรมเดินเวียนธูป เชิดมังกร / สิงโต ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ที่ท่าน้ำหลังองค์พระสมุทรเจดีย์ เพื่อประกอบพิธีเชิญกิ๋วอ๊วงฮุกโจ้วเปิดมณฑลพิธีกินเจเดือนเก้า

13. เทศกาลกินเจ ณ โรงเจทั่วเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา
14- 23 ตุลาคม 2555

เทศกาลกินเจ ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 จัดสถานที่ให้ประชาชนนำสิ่งของมาบูชา และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร่วมทำบุญ เลี้ยงอาหารเจ 3 มื้อ

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจเต็กก่า สมาคมนักบุญเพื่อคุณธรรม "เต็กก่า" ข้างโรงภาพยนต์เจ้าพระยา(เก่า) วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมพิธีสวดมนต์ทำวัดร เช้า-เย็น สวดมนต์ถวายพุทธบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า ทั่วทั้งสิบทิศ พิธีถวายสักการะบูชาองค์เง็กเซียน ฮ่องเต้และปวงเทวอาจารย์ (ก้งซือ) และทุกวัน ในเวลา 19.00 น. จัดให้มีพิธีสวดมนต์ขมากรรม และเวียนธูปเป็นประจำทุกคืน

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจบ้วนเฮงตั๋ว วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรจัดโรงทานอาหารเจ 3 มื้อ มีการเวียนเทียนเดินธูปทุกคืน ตั้งแต่ 19.00 น. ทุกคืนมีภาพยนต์ฉาย จัดทัวร์เดินทางนมัสการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเจวัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงเจท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มีพิธีลอยกระทงและทิ้งกระจาดแจกข้าวสาร

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจกิมเฮงตั้ว วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรจัดโรงทานอาหารเจ 3 มื้อ มีการเวียนเทียนเดินธูป ทุกคืน ตั้งแต่ 19.00 น.



เครดิตข้อมูล:
http://travel.mthai.com
http://www.chillpainai.com
http://www.tatnewsthai.org 
เครดิตภาพ: Internet


Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...