Friday, December 28, 2012

3 สมุนไพร พิชิต โรคเบาหวาน (3 Herbal to Cure Diabetes)

โรคเบาหวาน (diabetes) เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ในการบำบัดรักษาโรคเบาหวานนั้น เบื้องต้นควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง และควบคุมอาหารไปพร้อมๆ กันด้วย อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรงด ได้แก่ อาหารน้ำตาลทุกชนิด เช่น ขนมหวาน ของเชื่อม น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น รวมถึงผลไม้ที่หวานจัดด้วย เช่น ทุเรียน น้อยหน่า ละมุด ลำใย ฯลฯ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องพึงระวังในการรับประทานเป็นอย่างยิ่ง

และในปัจจุบัน "สมุนไพร" ได้เข้ามามีบทบาทในการรักษา และควบคุมความรุนแรงของโรคที่มีผลต่อสุขภาพชีวิตของคนไทยได้หลายๆ โรค เบาหวานก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถใช้สมุนไพรในการควบคุมความรุนแรงของโรคได้ วันนี้เราจึงมี 3 สมุนไพร พิชิต โรคเบาหวาน (3 Herbal to Cure Diabetes) มาแนะนำกันค่ะ


1. มะระขี้นก (Bitter Cucumber, Balsam Pear)



มะระขี้นก มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีรายงานการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย พบฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากสัตว์ทดลอง และ ผู้ป่วยเบาหวาน และสามารถชะลอการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ จากผลการวิจัยสรุปว่า มะระขี้นก มีกลไกการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้หลายวิธี คือ ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ออกฤทธิ์เกี่ยวกับการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสในตับ องค์ประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดคือ อินซูลิน คาแรนทิน และไวซีน

มะระขี้นก จึงเป็นพืชผักสมุนไพรตัวแรกที่ควรส่งเสริมให้ใช้เป็นสมุนไพรคู่ใจผู้ป่วยเบาหวาน จากการที่มีรายงานการศึกษาวิจัยถึงสรรพคุณการลดน้ำตาลในเลือดทั้งในสัตว์ทดลองและในคนเป็นจำนวนมาก และรูปแบบวิธีใช้ที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดก็ไม่ซับซ้อน คือสามารถใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้ง


2. ผักเชียงดา (Perrpioca of the woods)

ผักพื้นบ้านชื่อแปลกชนิดนี้ว่า “เซี่ยงดา หรือ เซ่งดา” ในภาษาเมืองของภาคเหนือ มันคือผัก “เชียงดา” หรือ “จินดา” ในภาคกลาง ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น “ผักว้น” ,“ม้วนไก่” หรือ “ผักเซ็ง” มีลักษณะเป็นไม้เถาเป็นพุ่มทึบ น้ำยางใส ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ สีเหลืองอมส้ม ผลรูปหอก เติบโตในป่าเขตร้อนภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย และภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ผักเชียงดารู้จักกันดีในภาษาอังกฤษว่า “Perrpioca of the woods” และ เบสบาสรินกิ แปลว่า เขาแกะ  ในภาษาสันสกฤต  มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือในภาษาฮินดู “Gurmar”  แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”

ผักเชียงดา เป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนัก และใช้เป็นยารักษาเบาหวาน เช่นเดียวกับอินเดียและประเทศแถบเอเชียมานานกว่า 2000 ปีแล้ว ผักเชียงดา สามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่า ผักเชียงดา ช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่า ผักเชียงดา สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง แคปซูล ผักเชียงดา ยังมีวางขายในร้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรูปแบบผงแห้งที่มีการควบคุมมาตรฐานของกรดไกนีมิก

ในยอดอ่อนและใบอ่อน มีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง รากและใบของผักเชียงดามีสารสำคัญคือ gymnemic acid มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์รีเซพเตอร์ในลำไส้ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ผักเชียงดา มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 และปี พ.ศ.2524 มีการยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปริมาณอินซูลินในสัตว์ทดลองและในคนที่เป็นอาสาสมัครที่แข็งแรง พบว่า ผักเชียงดา ไปฟื้นฟูบีตาเซลล์ของตับอ่อน (อวัยวะที่สร้างอินซูลิน) ทำให้ ผักเชียงดา สามารถช่วยคุมน้ำตาลได้ในคนเป็นเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2


3. ตำลึง (Ivy Gourd)


ตำลึง เป็น สมุนไพร ที่นิยมใช้รักษาโรคผิวหนังพวกผื่นแพ้ ตำแย หมามุ่ย หนอนคัน บุ้ง หอยคัน มดคันไป ผื่นคันจากน้ำเสีย ผื่นคันจากละอองข้าว ผื่นคันชนิดที่ไม่รู้สาเหตุ เริม งูสวัด สุกใส หิด สิว ฝีหนอง เป็นต้น ส่วนการกินตำลึงจะช่วยระบายท้อง ลดการอึดอัดท้องหลังกินอาหารเนื่องจากมีสารช่วยย่อยแป้ง และช่วยแก้ร้อนใน เป็นต้น ที่สำคัญคือตำลึงเป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน ทั้งราก เถา ใบ ใช้ได้หมด มีสูตรตำรับหลากหลาย และในตำราอายุรเวทก็มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี ชาวเบงกอลในอินเดียใช้ตำลึงเป็นยาประจำวันสำหรับแก้โรคเบาหวาน

สำหรับ การรักษาเบาหวานด้วย ตำลึง นั้น ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ตำลึง จำนวนมาก และเป็น สมุนไพร ที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดตัวหนึ่ง จากการทบทวนผลการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ เกี่ยวกับสรรพคุณของ สมุนไพร ลดน้ำตาลในเลือด ของทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าตำลึงและโสมมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลการลดน้ำตาลดีที่สุด และได้ค้นพบสรรพคุณของ ตำลึง ที่ช่วยลดน้ำตาล คือ ใบ ราก ผล มีการศึกษาพบว่าการกินตำลึงวันละครึ่งขีด ทุกวันสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ได้ ข้อดีของตำลึงคือปลูกง่าย หาง่ายและราคาถูกกว่าโสมมากโดยเฉพาะในบ้านเรา


ขอบคุณที่มาจาก ศูนย์ข้อมูลด้าน สุขภาพ เพื่อคนไทย


credit:
http://women.mthai.com/
http://thaiplants.blogspot.com

Thursday, November 29, 2012

กินผลไม้สดตอนท้องว่าง...ได้ประโยชน์สูงสุด

(Eat Fresh Fruits on an Empty Stomach)

บ้านเราโชคดีที่เป็นประเทศ ที่มีผลไม้หลากหลายชนิดให้เลือกกินกันได้ ไม่มีขาดตลอดทั้งปี แถมราคาก็ยังไม่แพง ได้ของสดๆ ตรงจากสวนจากไร่แทบไม่ต้องง้อผลไม้แช่เย็นจากแดนไกล ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาชาวต่างชาติมากมายติดใจไม่น้อย เพราะที่บ้านเมืองเขาอาจซื้อหาผลไม้มากินในราคาถูกแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก
คนส่วนใหญ่ทราบว่าเราควรกินผลไม้ เพราะจะได้คุณค่าสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ผลไม้บางครั้งยังเป็นเหมือนยาบำบัดที่ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ เช่นในวันที่อากาศร้อนๆ หากได้ลิ้มรสแตงโมสักชิ้นก็ทำให้ฉ่ำชื่นใจคลายร้อนไปได้มาก หรือคุณอาจเคยได้ยินว่ากินกล้วยน้ำว้าแล้วจะทำให้คลายจากท้องผูก แถมยังทำให้อารมณ์ดี เพราะเชื่อว่าในกล้วยมีสาร Tryptophan เมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็น Serotonin ที่เป็นสารสร้างความสุขให้กับคนเรา แต่ก็เชื่อว่าหลายๆ คนยังมองการกินผลไม้เป็นเรื่องรอง มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน หรือบางคนตั้งใจกินผลไม้แต่กินผิดเวลา คุณค่าที่ควรจะได้จากผลไม้ที่กินเข้าไปก็เลยลดลงอย่างน่าเสียดาย

หนังสือขายดีไปทั่วโลกชื่อ "Fit for Life" ของนักบรรยายเรื่องโภชนาการชาวอเมริกัน ฮาร์วีย์ และมาริลีน ไดมอนด์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกินผลไม้  ธรรมชาติได้สร้างร่างกายคนให้รองรับกับการกินผลไม้เป็นอาหารตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เพิ่งมามีช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้เองที่เราหันไปกินเนื้อสัตว์กันมากขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งผลตามมาก็คือ ร่างกายต้องปรับตัวอย่างหนัก บางครั้งปรับตัวไม่ไหวก็กลายเป็นพิษ เห็นจากอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็งนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือด เต้านม ตับ กระเพาะอาหาร ฯลฯ ขณะที่การกินผลไม้เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยล้างพิษ เพราะผลไม้ส่วนใหญ่มีน้ำประกอบอยู่ในปริมาณ 80-90% ทั้งมีกากใย จึงช่วยกวาดล้างพิษต่างๆ ซึ่งคั่งค้างในร่างกายให้ออกไปโดยการขับถ่าย ดังนั้นเมื่อรวมกับสารอาหารที่เราได้จากผลไม้แล้ว จึงนับว่าเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายสูงกว่าอาหารอีกหลายชนิด ในข้อแม้ว่าต้องกินอย่างถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ
ไดมอนด์เสนอแนวความคิดว่าน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี คือการกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ การห้ามกินผลไม้หลังอาหารนั้นเพราะเมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลย ก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้ ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่าคุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดี แต่ก็น่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากใครที่กินอาหารแล้วต้องการกินผลไม้ตาม ควรรอเวลาให้อาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านั้นย่อยหมดก่อน แล้วจึงค่อยกินผลไม้ หากเป็นอาหารเบาๆ เช่น สลัดผักสด ใช้เวลารอประมาณ 2 ชั่วโมง หรือหากคุณเพิ่งกินอาหารหนักอย่างเช่น ข้าว หรือเนื้อสัตว์ ที่ใช้เวลาย่อยนานขึ้น ก็อาจต้องรออย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือกินอาหารหลายๆ อย่างรวมกัน มีกากใยน้อย ย่อยยากขึ้น ก็อาจใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งไม่แนะนำให้กินผลไม้ตามไปในช่วงเวลานั้นเลย

ตามแนวคิดนี้ เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะกินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ คือ ช่วงเช้าของทุกวัน ตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงเที่ยง เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายสะสมพลังงานไว้เต็มเปี่ยมตลอดคืน ดังนั้นเวลาตื่นจะเป็นช่วงที่ร่างกายสดชื่นที่สุด จึงไม่ควรจะสูญเสียพลังงานที่มีค่าของวันนี้ไปเปล่าๆ กับการย่อยอาหารนานๆ แต่การกินผลไม้ที่ใช้พลังงานในการย่อยต่ำจะช่วยให้เรามีพลังงานเหลือเฟือไว้ใช้ประโยชน์กับกิจกรรมอื่นๆ ของชีวิต และดูดซึมสารอาหารที่ควรจะได้รับอย่างเต็มที่ รวมทั้งได้กากใยช่วยขับของเสียที่สะสมมาจากวันก่อน ทั้งมีส่วนช่วยให้น้ำหนักลดลง โดยที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเราสามารถกินผลไม้ได้มากเท่าที่อยากกิน และเว้นระยะประมาณสักครึ่งชั่วโมงจึงค่อยกินอาหารมื้อกลางวัน หากทำแบบนี้ได้เป็นประจำ ร่างกายเราก็จะได้รับสารอาหารสำคัญจากผลไม้เต็มที่ ช่วยให้เราคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ดี มีอายุยืน สุขภาพดี กระชุ่มกระชวย อยู่เสมอ

ผลไม้ที่เราจะกิน หรือน้ำผลไม้ จะเป็นชนิดไหนก็ได้ สำคัญที่สุดคือ ต้อง “ สด ” 100% ไม่ได้ผ่านความร้อน การหมักดอง หรือการปรุงรสใดๆ เพราะร่างกายเราจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดเมื่อมันอยู่ในสภาพธรรมชาติเท่านั้น แต่ผลไม้ที่ผ่านความร้อนปรุงเป็นอาหาร จะสูญเสียคุณค่าในตัวเองไปหมดแล้ว หากเป็นน้ำผลไม้ก็ควรเลือกดื่มชนิดที่คั้นสด 100% จะดีกว่าชนิดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน หรือน้ำผลไม้ที่ผสมจากหัวเชื้อเข้มข้น ซึ่งแบบนั้นจะไม่ได้คุณค่าอาหารแบบที่น้ำผลไม้คั้นสดจะให้ได้ ดื่มน้ำผักหรือผลไม้คั้นสดแทนการดื่มชา กาแฟ ในยามเช้า ก็เป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี แถมยังช่วยให้แต่ละวันของคุณเป็นวันที่แจ่มใสได้อีกด้วย


Credit: www.yourhealthyguide.com

Wednesday, October 10, 2012

13 สถานที่กินเจ ในเทศกาลกินเจทั่วไทย ปี 2555 (Thailand Vegetarian Food Festival 2012)



เทศกาลกินเจ หรือประเพณีการกินเจ เป็นเทศกาลที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมายาวนานหลายยุคหลายสมัย โดยกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน

ซึ่งเทศกาลกินเจ หรือประเพณีการกินเจ ในปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 สำหรับใครที่ชอบความคึกคักแห่งงานบุญ สามารถไปร่วมอิ่มทาน กับ 9 สถานที่กินเจในปี 2555 นี้ได้ ซึ่งจะมีจัดอยู่ทั่วทั้งประเทศ ดังต่อไปนี้


1. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ เยาวราช จ.กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ 15 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญชวนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วม กินเจ อย่างถูกประเพณี 10 วัน 9 คืน เพื่อสืบสานตำนานการกินเจอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 ชมขบวนแห่รถบุปผาชาติในวันพิธีเปิดงาน และพิธีคัดเลือก “องค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม” จากสาวพรหมจรรย์

เขตสัมพันธวงศ์ จัดงาน "เทศกาลงานเจ เยาวราช ประจำปี 2555" ชวนชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมทานเจอย่างถูกประเพณี เพื่อสืบสานตำนานการกินเจอย่างถูกต้องตามหลักประเพณี โดยในปีนี้มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15 - 23 ตุลาคม 2555 และมีขบวนแห่รถบุปผชาติในวันพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีพิธีคัดเลือก "องค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิม" จากสาวพรหมจรรย์อีกด้วย

2. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ ธรรมสถาน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ตั้งแต่ 14 - 24 ตุลาคม 2555

เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาแต่งกายชุดขาวเข้าร่วมงาน “มหากุศล อิ่มบุญ อิ่มใจ” ในงานเทศกาลกินเจ เมืองพัทยา ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14-24 ตุลาคม 2555 ณ โรงเจ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ ธรรมสถาน ต.นาเกลือ

โดยเมืองพัทยาร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน ททท. สำนักงานพัทยา หน่วยงานภาครัฐ – เอกชนในพื้นที่ ไฮไลต์เด่นของ เทศกาลกินเจ ปีนี้ คือ “ข้าวผัดทิพย์ 85 กระทะมหามงคล” เป็นรายการข้าวผัดเฉลิมฉลองมหามงคลที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา โดยใช้สมุนไพรจีนสิริมงคลกว่า 16 รายการ ผัดในกระทะขนาดปกติ จำนวน 85 ใบ โดยผู้ผัดจำนวน 85 คน เพื่อแจกจ่ายให้บรรดาสาธุชนที่เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเริ่มถือศีลอด เมืองพัทยาได้จัดให้มีขบวนสิงโต มังกร เทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อชาวไทยเชื้อสายจีนรอบเมืองพัทยาอีกด้วย

3. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

เทศบาลนครหาดใหญ่ ขอเชิญร่วมงาน "เทศกาลกินเจหาดใหญ่ 2555" ในวันที่ 14 - 23 ตุลาคม 2555 บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ ตรงข้ามมูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ พบกับการแข่งขันกินอาหารเจ การแสดงบนเวที การประกวดหนูน้อยสมบูรณ์และธิดากินเจ สาธิตการปรุงอาหารเจสูตรพิเศษ "เมนู 9 มงคล" จากเหล่าคนดัง รับผลิตภัณฑ์จากผู้สนับสนุนมากมาย ร้านอาหารเจกว่า 120 ร้าน "กินเจ ถูกปาก ถูกใจ ถูกอนามัย ไร้แอลกอฮอล์" โชว์มังกรทองพ่นนํ้า - สิงโตเล่นจานดอกเหมย จากจังหวัดนครสวรรค์ทุกคืน

และขอเชิญร่วมพิธีเปิดงาน วันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลา 16.00 น. พบขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับพรจากคณะสงฆ์ สร้างกุศลเพื่อความสุข ความแข็งแรง ความมั่งมี ด้วยการร่วมทำทานบุญ พิเศษสุด ๆ กิจกรรม "ทานบุญ" กินอย่างพอเพียงเลี้ยงคนทั้งเมือง เชิญชมขบวนแห่พระรอบเมืองหาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่ตระกาลตา พบกับขบวนมังกรทอง-สิงโต, ขบวนเทพเจ้า, ขบวนคนเดิน, ขบวนม้าทรงจากศาลเจ้าต่าง ๆ เริ่มขบวน ณ บริเวณสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ ตรงข้ามมูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ วันที่ 20 ตุลาคม 2555 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

สอบถามข้อมูล เทศกาลกินเจ หาดใหญ่ 2555 : www.kinjhatyai.com / facebook/Kinjfan / ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7423 1055

4. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้า 9 แห่ง จ.สมุทรสาคร
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรสาคร ศาลเจ้า 9 แห่ง ชมรมร้าน อาหารเจ สมุทรสาคร และ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “ประเพณีไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจ สมุทรสาคร ประจำปี 2555″ ตั้งแต่วันที่ 14 – 23 ตุลาคม 2555 ณ บริเวณริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร และศาลเจ้า 9 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร ทัวร์ไหว้เจ้าศักดิ์สิทธิ์ 9 ศาล ได้แก่ 

1. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร
2. โรงเจมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร
3. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง คลองมหาชัย
4. ศาสเจ้าแม่กวนอิมพันมือ คลองจาก
5. ศาลเจ้าแม่จุ๋ยบ๋วยเนี้ย
6. โรงเจเชงเฮียงตั๊ว
7. ศาลเจ้าพ่อกวนอู
8. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ท่าฉลอม
9. พระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม

พร้อมอิ่มบุญกับ อาหารเจ อร่อย สะอาด จากชมรมร้านอาหารเจกว่า 50 ร้าน ณ บริเวณริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครสมุทรสาคร โทรศัพท์ 0 3441 1208 หรือ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม โทรศัพท์ 0 3475 2847

5. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้า(อ๊าม) 6 แห่ง จ.ภูเก็ต 
ตั้งแต่ 15 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงาน “ประเพณีถือศีลกินผัก” ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 อิ่มบุญ เสริมบารมี ในช่วงงาน กินเจ ภูเก็ต พร้อมชมพิธีกรรมแห่พระ ลุยไฟ ไต่บันไดมีด และพิธีสะเดาะเคราะห์จากทุกศาลเจ้าทั่วเกาะภูเก็ต เสริมบารมีให้ตนเองด้วยการทำบุญเขียนชื่ออักษรจีนบนเม็ดข้าวสารศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าปุดจ้อ (ศาลเจ้ากวนอิม จังหวัดภูเก็ต) ศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันประเพณีกินผักถือเป็นจุดขายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ ของ เทศกาล กินเจ ภูเก็ต และ ศาลเจ้าชื่อดัง หรือ อ๊าม ชื่อที่ชาวภูเก็ตนิยมเรียกกัน ในจังหวัดภูเก็ตมีทั้งหมด 6 แห่ง คือ

1. ศาลเจ้า(อ๊าม) กระทู้ ที่บ้านกระทู้ อำเภอกะทู้
2. ศาลเจ้า(อ๊าม)ท่าเรือ ที่บ้านท่าเรือ อำเภอถลาง
3. ศาลเจ้า(อ๊าม) จุ้ยตุ่ย ที่ถนนระนอง อำเภอเมืองภูเก็ต
4. ศาลเจ้า(อ๊าม) หล่อโรง ที่ถนนพัฒนา อำเภอเมืองภูเก็ต
5. ศาลเจ้า(อ๊าม) บางเหนียว ที่ถนนภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต
6. ศาลเจ้า(อ๊าม) สามกอง ที่ถนนเยาวราช อำเภอเมืองภูเก็ต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานภูเก็ต โทรศัพท์ 0 7621 2213

6. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองระนอง จ.ระนอง
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

จังหวัดระนอง ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ร่วมแสวงบุญเข้าร่วมงานประเพณี ถือศีล กินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14 - 23 ตุลาคม 2555 ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองระนอง จังหวัดระนอง ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมการเชิดมังกรทองและสิงห์โตกวางเจา, ลานเทศกาลอาหารเจ, พิธีกรรมทางพระทุกค่ำคืนตลอดงาน และพิธีอิ้วเก้ง แห่พระรวม 339 องค์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานชุมพร (ชุมพร ระนอง) โทรศัพท์ 0 7750 1831 - 2 และ 0 7750 2775 – 6


7. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง จ.ตรัง
ตั้งแต่ 14 - 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงานประเพณี ถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 14 – 23 ตุลาคม 2555 บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง อิ่มบุญกับการถือศีล กินเจ พร้อมนุ่งขาวห่มขาวเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ชมขบวนแห่พระรอบตลาดเมืองตรัง ชมพิธีลุยไฟที่ศาลเจ้ายามค่ำคืน ทำพิธีข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ ชมการไต่บันไดมีด และร่วมกิจกรรมเวียนธูปเวียนเทียน การประกวดธิดาเจ้าแม่กวนอิม และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม บริเวณหน้าเทศบาลนครตรัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครตรัง โทรศัพท์ 0 7521 8017, ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม โทรศัพท์ 0 7521 9434, ศาลเจ้ากิวอ๋องเอี่ย โทรศัพท์ 0 7520 1701 และ ททท.สำนักงานตรัง โทรศัพท์ 0 7521 5867, 0 7521 1058

8. เทศกาลถือศีลกินเจ ทั่วเมืองโคราช จ.นครราชสีมา
15 - 23 ตุลาคม 2555


กำหนดจัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ เมืองโคราช  9 วัน  ระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2555 ทั่วเมืองโคราช สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น อาทิ พิธีอัญเชิญเทพเจ้าประทับทรงแห่รอบเมืองโคราช (อิ้วเก้ง) กับ25 ศาลเจ้าและพระตำหนักรอบเมืองโคราช (ในวันที่ 18 ตุลาคม 2555 เริ่มเคลื่อนขบวนเวลา 08.59 น.) สุดยิ่งใหญ่อลังการ  การทำพิธี  สวดมนต์ – เดินธูป ข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ 12 ราศี (โกยห่าน “ขอเชิญทุกท่านที่ชื่นชอบในเรื่องราวของการเดินทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา ได้ร่วมทำบุญอันเป็นมหากุศล กับเทศกาลถือศีลกินเจ เมืองโคราช และยังจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังเส้นทางไหว้พระโคราช เส้นทางศรัทธามหามงคล 9 มงคลสถาน 2 วิหารลานบุญ รวมถึงกิจกรรมทางการท่องเที่ยวต่างๆที่น่าสนใจ ได้ทั่วเมืองโคราช

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมไทย จีน ถือศีลกินเจโคราช โทรศัพท์ 0 4434 1222, 08 1966 5688, 08 6638 และ ททท. สำนักงานนครราชสีมา โทรศัพท์ 0 4421 3030, 0 4421 3666

9. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้าต่าง ๆ ใน จ.พังงา
14- 23 ตุลาคม 2555

จังหวัดพังงา ร่วมด้วยศาลเจ้าต่าง ๆ ในจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ จัดงานประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงาม ซึ่งระหว่างถือศีลกินผักชาวบ้านจะแต่งกายชุดขาวไปรับอาหารจากศาลเจ้า มีพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น พิธีลุยไฟ พิธีบวงสรวงดาวประจำวันทั้งเจ็ด พิธีสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ และมีพิธีแห่เจ้ารอบตัวเมืองไปตามถนนต่าง ๆ เพื่ออวยพรเสริมสิริมงคลให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานกระบี่ โทรศัพท์ 0 7562 2163

10. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จ.นราธิวาส
1 - 31 ตุลาคม 2555

เชิญร่วมงาน ประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2555 ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จังหวัดนราธิวาส ไปร่วมพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีเบิกเนตรพระ ร่วมพิธีอาบน้ำร้อน-อาบน้ำมัน พิธีลุยไฟ พิธีสะเดาะเคราะห์ พร้อมตื่นตากับการแสดงเชิดสิงโต และหนังตะลุงคน

ร่วมพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีเบิกเนตรพระ ร่วมพิธีอาบน้ำร้อน-อาบน้ำมัน-พิธีลุยไฟและพิธีสะเดาะเคราะห์ทุกคืน ชมการแสดงเชิดสิงโต และหนังตะลุงคน
** กำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนเดินทาง **

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนราธิวาส โทรศัพท์ 0 7352 2411 และ ศาลเจ้าแม่กวนอิม จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ 0 7353 2372

11. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ วัดบรมราชากาญจนาภิเษก (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) และบริเวณตลาดรวมใจ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
14- 23 ตุลาคม 2555

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลถือศีลกินเจบริเวณ วัดบรมราชากาญจนาภิเษก (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555

โดยจะมีกิจกรรมการประกอบอาหารเจ จากอาหารประจำชาติอาซียน จำนวน 10 ชาติ มีขบวนเชิดสิงโตนำโชค, ขบวนรถบุผชาติ พระโพธิสัตว์กวนอิม การจัดบริการโรงทานอาหารเจฟรีให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา จำนวน 10 วัน, การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารเจกับกลุ่มประเทศอาเซียน, ประวัติการกินเจ และการจัดงานเทศกาลกินเจที่ผ่านมา ส่วนการจัดพิธีกรรมทางศาสนา ได้แก่ พิธีบูชาข้าวทิพย์, พิธีลอยกระทง-ปล่อยสัตว์เสริมบารมี, บูชาดาวนพเคราะห์, พิธีโยคะตันตระมหาทาน, พิธีถวายฉลองพระองค์ แด่องค์กิ่วอ๊วงฮุกโจ้ว, พิธีส่งเสด็จพระนวราชา (กิ่วอ๊วงฮุกโจ้ว)

และเทศกาลกินเจบริเวณ ตลาดรวมใจ เมืองทองธานี

12. เทศกาลถือศีลกินเจ ณ บริเวณมูลนิธิธรรมะกตัญญู (เสียนหลอไต่กง) และโรงเจท่งเสียงปากน้ำ จ.สมุทรปราการ
14- 23 ตุลาคม 2555

เทศกาลถือศีลกินเจ บริเวณมูลนิธิธรรมะกตัญญู (เสียนหลอไต่กง) และโรงเจท่งเสียงปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 โดยจะมีกิจกรรมเทศกาลอาหารเจ

เทศกาลกินเจเดือนเก้า ณ โรงเจมูลนิธินาคราชโยธาชัย ( เต็กก่าจี่เกี่ยมเกาะ) กำหนดการจัดงานวันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 โดยจะมีกิจกรรมเดินเวียนธูป เชิดมังกร / สิงโต ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ที่ท่าน้ำหลังองค์พระสมุทรเจดีย์ เพื่อประกอบพิธีเชิญกิ๋วอ๊วงฮุกโจ้วเปิดมณฑลพิธีกินเจเดือนเก้า

13. เทศกาลกินเจ ณ โรงเจทั่วเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา
14- 23 ตุลาคม 2555

เทศกาลกินเจ ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 จัดสถานที่ให้ประชาชนนำสิ่งของมาบูชา และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร่วมทำบุญ เลี้ยงอาหารเจ 3 มื้อ

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจเต็กก่า สมาคมนักบุญเพื่อคุณธรรม "เต็กก่า" ข้างโรงภาพยนต์เจ้าพระยา(เก่า) วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมพิธีสวดมนต์ทำวัดร เช้า-เย็น สวดมนต์ถวายพุทธบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า ทั่วทั้งสิบทิศ พิธีถวายสักการะบูชาองค์เง็กเซียน ฮ่องเต้และปวงเทวอาจารย์ (ก้งซือ) และทุกวัน ในเวลา 19.00 น. จัดให้มีพิธีสวดมนต์ขมากรรม และเวียนธูปเป็นประจำทุกคืน

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจบ้วนเฮงตั๋ว วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรจัดโรงทานอาหารเจ 3 มื้อ มีการเวียนเทียนเดินธูปทุกคืน ตั้งแต่ 19.00 น. ทุกคืนมีภาพยนต์ฉาย จัดทัวร์เดินทางนมัสการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเจวัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงเจท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มีพิธีลอยกระทงและทิ้งกระจาดแจกข้าวสาร

เทศกาลกินเจ ณ โรงเจกิมเฮงตั้ว วันที่ 14- 23 ตุลาคม 2555 มีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรจัดโรงทานอาหารเจ 3 มื้อ มีการเวียนเทียนเดินธูป ทุกคืน ตั้งแต่ 19.00 น.



เครดิตข้อมูล:
http://travel.mthai.com
http://www.chillpainai.com
http://www.tatnewsthai.org 
เครดิตภาพ: Internet


Monday, October 8, 2012

เต้าหู้ แหล่งคุณค่าอาหารที่ควรรู้จัก (TOFU)

เต้าหู้ กำเนิดมากว่า 2,000 ปีในจีนแผ่นดินใหญ่ คนจีนบางกลุ่มถือว่าเต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่อยู่ในความธรรมดาสามัญ คนไทยเรียกเต้าหู้เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า 豆腐 อ่านว่า โตวฟู คนฮกเกี้ยนเรียกว่า ต้าวหู้ คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า โทฟุ (tofu) คนอังกฤษเรียก bean curd หรือบางครั้งก็เรียกทับศัพท์ว่า tofu เช่นกัน ส่วนชาวฝรั่งเศสเรียกว่า fromage de soja (ชีสถั่วเหลือง)

เต้าหู้ก้อนแรกเกิดขึ้นในประเทศจีน เล่าขานกันว่า เจ้าชายหลิวอัน (พระนัดดาของจักรพรรดิหลิวปัง กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮั่น) สั่งให้พ่อครัวบดถั่วเหลืองให้เป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นน้ำซุปด้วยเกรงว่ารสจะจืดเกินไป จึงโปรดให้พ่อครัวเติมเกลือลงไปปรุงรส เพื่อถวายพระมารดาซึ่งประชวรหนักจนไม่มีแรงที่จะเคี้ยวอาหารได้ น้ำซุปถั่วเหลืองนั้นค่อยๆ จับตัวข้นเป็นก้อนสีขาวนุ่มๆ เมื่อพระมารดาเสวยแล้วถึงกับรับสั่งว่า “อร่อย” เจ้าชายจึงให้เหล่าพ่อครัวค้นหาสาเหตุ จึงพบว่าเกลือบางชนิดมีผลทำให้ผงถั่วเหลืองผสมน้ำเกิดการเกาะตัวขึ้นเป็นเต้าหู้

เต้าหู้ ทำได้โดยเอาเมล็ดถั่วเหลืองที่แช่น้ำจนอิ่มตัวมาบดกับน้ำจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำที่ได้  มาต้มแล้วนำ มาใส่สารตกตะกอนโปรตีน  โปรตีนก็จะจับตัวเป็นก้อนสีขาวนวล คนจีนเรียกว่า "โดฟู" หรือ "เตาฟู" (tau fu) ซึ่ง แปลว่าถั่วเน่า จีนฮกเกี้ยนเรียกเพี้ยนเป็น "เตาฮู" ซึ่งไทยเรา เรียกตามเป็นเต้าหู้ ภาษาญี่ปุ่นเรียกเพี้ยนเป็น "เตาฟู" ซึ่งอังกฤษเรียกตามว่า TOFU ฝรั่งเศส เรียกเต้าหู้ว่า fromage de soja หรือ "ชีสถั่วเหลือง" เต้าหู้มีหลากหลายชนิด ทั้งแแข็ง และแบบอ่อน แบบทอดกับแบบไม่ทอด แบบเนื้อหยาบกับเนื้อละเอียด แบบ ฟูกับไม่ฟู เป็นต้นแต่ความแตกต่างเหล่านี้

อาจสรุปได้ง่ายๆว่าเป็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมเต้าหู้แบบจีน กับแบบญี่ปุ่น ครัวจีนใช้เต้าหู้เป็นตัวประกอบกับเครื่องปรุงอื่นๆในการทำอาหาร เพราะฉนั้นรสชาติของเต้าหู้จึงขึ้นกับการ ปรุงอาหารจาน นั้นๆเป็นสำคัญ แต่ครัวญี่ปุ่นเน้นจานอาหาร ที่เชิดชูเนื้อและรสชาติของเต้าหู้ ด้วยเหตุนี้ ครัวญี่ปุ่นจึงพัฒนาเต้าหู้หลากหลายชนิดที่รสชาติดี  ด้วยตัวเอง เช่น เต้าหู้ขาวแข็ง (momengoshi) เต้าหู้ขาวอ่อน (silk tofu หรือ kinugoshi) เต้าหู้ปิ้ง (yaki-dofu) เต้าหู้แช่แข็ง (koya-dofu) ที่สามารถเก็บได้นาน และต้องต้ม เมื่อจะใช้และ yuba หรือแผ่นฟองเต้าหู้ เต้าหู้ทอด ซึ่งมีทั้งแผ่นบางและหนา (nama- age) เป็นต้น

กรรมวิธีการเตรียมอาหารจีนและญี่ปุ่นจากเต้าหู้นั้นแตกต่างกัน คือ คนจีนพยายามดัดแปลงเต้าหู้ในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น อาจเปลี่ยนรูปทรงหรือรสชาติไป ในขณะที่คนญี่ปุ่นกลับพยายามรักษาความเรียบง่ายรวมทั้งรสชาติ รูปทรงและสีสันของเต้าหู้ให้คงไว้อย่างเดิมให้มากที่สุด พร้อมกับเสิร์ฟในจานหรือถ้วยที่สวยงามจนถือว่าเป็นศิลปะขั้นสูงแขนงหนึ่ง

ขณะที่เต้าหู้จีนมีน้อยชนิด เนื้อหยาบและแข็งกว่า สำหรับในอาหารไทยเรา สามารถแบ่งนำเต้าหู้ทั้งแบบจีนและญี่ปุ่นมาปรุงอาหารได้ โดยใช้เป็นตัวประกอบ กับ เครื่องปรุง อื่นๆ ดัง เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดผักรวมมิตร เป็นต้น และเป็นเครื่องปรุงหลักเช่น เต้าหู้ ทอด เต้าหู้หน้าเห็ด เต้าหู้เค็ม เป็นต้น ด้วยอาหารไทยนี้สามารถนำเอาวัฒนธรรมการกินของหลายๆชาติเข้าร่วมได้อย่างกลมกลืน

ชนิดของเต้าหู้

เต้าหู้ชนิดอ่อน หรือเต้าหู้ชนิดนิ่ม
เต้าหู้อ่อนหรือเต้าหู้นิ่ม บางครั้งเรียกว่า "เต้าหู้แกงจืดหรือเต้หู้กระดาน" มีสีขาวนวล เนื้อนุ่ม มีน้ำมากหอมกลิ่นถั่ว มีแบบนิ่มมากกับนิ่มปานกลางที่มีเปลือก ซึ่งจะหนากว่าแบบนิ่มมาก นิยมใช้ทำแกงจืด นึ่ง ผัด อบ ทอด และทำน้ำพริกเครื่องจิ้มต่างๆ เลือกซื้อเต้าหู้ที่ทำใหม่ๆในช่วงเช้า สีขาวนวล เป็นชิ้นสวย ไม่เละ ไ่ม่เป็นเมือก หอมกลิ่นถั่ว นำไปล้างน้ำแล้วต้มจนสุกลอยก่อนทำอาหารจำทำให้เนื้อเต้าหู้แน่นหนึบยิ่งขึ้น

- เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม วิธีการทำต่างจากเต้าหู้ขาวแข็ง เพราะใช้แคลเซียมซัลเฟต (ผงยิปซัม หรือที่เรียกในภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "เจี๊ยะกอ(石膏)") ในการทำให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองตกตะกอน ซึ่งเนื้อจะเนียนและไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อตกตะกอนแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบางห่อในบล็อกให้เป็นก้อนแล้วนำไปต้ม ใส่ขมิ้นให้ได้สีเหลือง ทำให้มีรสเค็มกว่าเต้าหู้ขาว มีกลิ่นหอมและเก็บไว้ได้นาน คุณสมบัติเด่นของเต้าหู้เหลืองนิ่มคือ เมื่อนำไปทอดแล้วจะทำให้ได้เต้าหู้ที่กรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้ชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปผัดกับกุยช่ายขาว ทอดจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทอดกินกับน้ำพริกกะปิหรือทอดจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้ และยังสามารถนำไปนึ่ง ทำแกงจืด ผัดต่างๆ หรือหั่นเป็นชิ้นนำไปทอดกินแนมกับน้ำพริก หรือใส่้เป็นเครื่องปรุงในยำทวาย ได้อีกด้วย

เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม
  
- เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน (silk tofu หรือ kinugoshi) ลักษณะอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้เหลืองนิ่ม กรรมวิธีการผลิตเหมือนกับเต้าหู้เหลืองนิ่มจะต่างกันเพียงเวลาในการทำน้อยกว่า เต้าหู้ชนิดนี้นิยมนำไปทำเป็นแกงจืด เต้าหู้นึ่งหรือสเต๊กเต้าหู้

เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน
  
- เต้าหู้ชนิดห่อผ้า วิธีการทำเหมือนกับเต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ต่างกันเพียงการบรรจุหีบห่อที่นำมาห่อผ้าแล้วมัดทำให้แข็งและคงรูปร่างได้ดีมากขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร ส่วนใหญ่จะนำไปทำเต้าหู้ทรงเครื่องหรือแกงจืด

เต้าหู้ชนิดห่อผ้า
เต้าหู้ชนิดแข็ง
เต้าหู้ชนิดแข็ง จะมีลักษณะเนื้อแน่น แข็ง สีขาวนวลออกครีมๆ มีกลิ่นถั่วแรงกว่าเต้าหู้อ่อน ทำอาหารได้ทั้งแกง ต้ม ตุ๋น อบ ทอด ยำ ลาบ หมูสะเต๊ะ ฯลฯ เลือกซื้อเต้าหู้ที่ทำใหม่ๆในช่วงเช้า มีสีขาวนวล ไม่มีเมือก เคล็ดลับต้องนำไปต้มจนสุกลอยแล้วทอดจนเหลืองก่อนนำไปใช้ทำอาหาร เนื้อเต้าหู้จะแน่นอร่อยยิ่งขึ้น เวลาผัดหรือต้มเคี่ยวนานๆ เต้าหู้จะยังคงเป็นชิ้น ไม่เละ เต้าหู้แข็งอาจใช้แทนหมูสับก็ได้ เพียงยีเนื้อเต้าหู้ที่ต้มให้เป็นชิ้นเล็กแล้วทอดฉ่าในน้ำมันมากและร้อน เต้าหู้จะฟูและเหลืองกรอบ ถ้าทำลาบให้ต้มหรือนึ่งพอร้อนแล้วนำมายีเป็นชิ้นเล็กๆ คั่วพอแห้งและมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ทำลาบหรือยำจะได้รสชาติที่เข้มข้น

- เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง (momengoshi) ทำจากน้ำเต้าหู้ผสมกับดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนเมื่อตกตะกอนแล้วจึงนำไปใส่ในผ้าขาวที่ปูอยู่ในบล็อก พอสะเด็ดน้ำแล้วจึงห่อให้เป็นก้อนแล้วทำให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งก็จะได้เป็นเต้าหู้ขาวแข็ง

 เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง


- เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง วิธีการทำนำเต้าหู้ขาวแข็งไปหมักในเกลือแล้วจึงนำไปต้ม พร้อมทั้งใส่ขมิ้นให้เป็นสีเหลืองเคลือบบริเวณผิวของเต้าหู้ทำให้เนื้อเต้าหู้ชนิดนี้แข็ง มีความยืดหยุ่นกว่า และมีรสชาติเค็มกว่าชนิดขาวแข็ง ส่วนใหญ่นำไปทำ ผัดไทย หมี่กะทิ ผัดถั่วงอก ผัดขลุกขลิกน้ำพริกเผาหรือนำไปผสมเป็นเครื่องก๋วยเตี๋ยวหลอด
 
เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง

- เต้าหู้ชนิดทอด มีส่วนประกอบคล้ายกับเต้าหู้ขาวแข็งแต่มีสัดส่วนและเทคนิคที่แตกต่างกัน เนื้อสัมผัสที่ได้จากเต้าหู้ชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อนำไปทอดแล้วจะพองตัวมากกว่าและภายในจะมีเนื้อเต้าหู้อยู่ไม่พองหรือกลวง โดยมากจะใส่ในอาหารประเภทต้ม (พะโล้ ต้มผัดจับฉ่าย แกงต่างๆ และลูกชิ้นแคะ)

เต้าหู้ชนิดทอด

- เต้าหู้ชนิดซีอิ๊วดำ เต้าหู้ซีอิ้ว หรือเรียกว่า "เต้าหู้ดำ" คือเต้าหู้ขาวต้มกับน้ำซีอิ้ว ผงพะโล้   และสมุนไพรต่างๆ เนื้อเต้าหู้จึงมีสีดำ มีรสหวาน เนื้อแน่น ใช้กินสด หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวหลอด เปาะเป๊ยะสด เป็นต้น ควรล้างน้ำก่อนนำมาทำอาหาร 

วิธีทำนำเต้าหู้ชนิดเหลืองแข็งไปเคี่ยวกับซีอิ๊วดำและเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างโดยใส่น้ำตาลทรายแดงทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเต้าหู้ชนิดอื่นๆ เพราะมีความชื้นน้อย ถ้าเก็บใส่ช่องฟรีซจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นิยมนำไปยำกับเกี้ยมไฉ่ ผัดกับดอกกุยช่าย ใส่ในอาหารเจแทนเนื้อหมูในพะโล้เจหรือทานเป็นอาหารว่างก็ได้

เต้าหู้ซีอิ๊วดำ

เต้าหู้หลอด
เต้าหู้หลอด เป็นเต้าหู้อ่อนที่บรรจุในถุงพลาสติกเป็นหลอด เป็นเต้าหู้เนื้อนิ่มมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำมาจากถั่วเหลืองล้วน และชนิดที่ทำจากไข่ไก่ (เรียกว่าเต้าหู้ไข่ ซึ่งไม่มีส่วนผสมของถั่วเหลืองแต่อย่างใด) นิยมนำมาใส่ในแกงจืด สุกียากี้ ทำเต้าหู้อบ เต้าหู้ตุ๋น หรือนำมาคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วทอดทำเป็นเต้าหู้ทรงเครื่อง ทำเต้าหู้น้ำแดง หรือทำปลาเค็มเจ หรือจะยำก็อร่อย เลือกซื้อที่สดใหม่ ดูจากวันผลิตและวันหมดอายุ

เต้าหู้หลอด : เต้าหู้ไข่(ซ้าย) และ เต้าหู้ถั่วเหลือง (ขวา)

ฟองเต้าหู้
ฟองเต้าหู้ คือฝ้าหรือเยื่อที่ได้มาจากการต้มน้ำนมถั่วเหลืองให้มีความร้อนและความเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ทำให้ไขมันและโปรตีนของถั่วเหลืองจับตัวกันเป็นฝ้า และสะสมหนาขึ้นจนเป็นแผ่นฟิล์มบางๆที่ผิวหน้าของของเหลว จากนั้นจึงใช้ไม้ยาวตักแผ่นฟิล์ม ซึ่งเรียกว่า "ฟองเต้าหู้สด" (หรือเปียก) ขึ้นมา สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทันทีหรืออาจนำแผ่นฟิล์มที่ได้มาตากหรืออบจนแห้ง ก็จะได้แผ่นฟองเต้าหู้ที่สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน

ผู้ที่คิดค้นการทำแผ่นฟองเต้าหู้และนำมาใช้ทำอาหารเป็นพวกแรกคือ พระสงฆ์ในศาสนาพุทธในประเทศจีน ซึ่งโดยปกติจะฉันแต่อาหารมังสวิรัติ แต่เพื่อให้อาหารประเภทนี้มีความน่ากินมากยิ่งขึ้นสำหรับบุคคลทั่วไปจึงได้คิดนำฟองเต้าหู้มาดัดแปลงทำเป็นเนื้อสัตว์เทียม (Mock Meat) โดยการนำแผ่นฟองเต้าหู้ห่อไส้ซึ่งทำจากฟองเต้าหู้สับหยาบผสมกับเครื่องปรุงรสต่างๆ จากนั้นนำไปนึงจนกระทั่งจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์ ต่อมามีการพัฒนาโดยนำฟองเต้าหู้สับผสมกับเครื่องปรุง แล้วอัดลงในแม่พิมพ์รูปเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ นำไปนึง เมื่อถอดออกจากพิมพ์ก็จะได้เนื้อสัตว์เทียมและเครื่องในสัตว์เทียมสำหรับนำไปปรุงอาหารต่อไป

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ฟองเต้าหู้มีจำหน่ายและใช้กันมากในประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวันและฮ่องกง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ แบบสด แบบกึ่งแห้ง และแบบแห้ง โดยรูปแบบและลักษณะของผลิตภัณฑ์ฟองเต้าหู้มีความหลากหลายมากขึ้น กล่าวคือนอกจากจะทำเป็นแผ่นบางๆแล้ว ยังมีชนิดแท่งม้วนรูปตัววี (คล้ายแขนงไผ่) ชนิดแผ่นซ้อนกันหลายๆชั้น ชนิดผูกเป็นปม ชนิดป่นเป็นผง เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปปรุงอาหารชนิดต่างๆ

ฟองเต้าหู้ แผ่นโปรตีนของถั่วเหลืองที่ได้จากการต้มน้ำเต้าหู้ (ต้มน้ำเต้าหู้จนเดือด ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่เมื่อความร้อนขึ้นสู่ผิว ไขมันจานมถั่วเหลืองจะลอยขึ้นปกคลุมด้านบนเป็นแผ่น) แบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกันดังนี้

สำหรับผลิตภัณฑ์ฟองเต้าหู้ที่มีวางจำหน่ายในเมืองไทยมักจะมี 2 ลักษณะคือ
แบบที่ 1 :  เป็นแผ่นบาง เรียกว่า "หู่เมาะ" นิยมใช้ห่ออาหาร เช่น แฮ่กึ๊น หอยจ๊อ และ
แบบที่ 2 : แบบเป็นเส้นหนาตากแห้ง เรียกว่า "หู่กี่" ซึ่งนำไปใส่ในแกงจืด ผัดโป๊ยเซียน หรืออบ ทอดกรอบแล้วทำเป็นผัดพริกขิง

- ฟองเต้าหู้สด (Fresh Bean Curd Skin) มีรสอร่อยในตัว กลิ่นหอมเนื้อนุ่มนิยมทำเป็นแผ่น ใส่ในแกงจืด ยีเป็นชิ้นเล็กใส่ในไข่เจียว ฟองเต้าหู้แบบม้วนเป็นเส้นจะนำมาม้วนขดเป็นก้นหอยหรือผูกโบ แล้วนำไปทอดจนฟูเหลืองกรอบ กินกับซีอิ้วหรือซอสพริกเป็นอาหารว่าง จิ้มนมข้นหวานทานแบบโรตีหรือผัดเปรียวหวาน ฟองเต้าหู้สดแบบม้วนหาซื้อได้ที่ร้านขายเต้าหู้กระดานที่ทำเองในตลาดสด เก็บรักษาโดยนำมาแช่ในตู้เย็นช่องแช่แข็งสามารถเก็บไส้ได้นานถึง 1 เดือน โดยไม่ต้องระวังน้ำเข้า เวลาใช้ปรุงอาหารนำออกมาพักไว้ให้ละลาย ฟองเต้หู้จะคืนตัว ไม่ฝ่อ ไม่มีน้ำแข็งเกาะเหมือนแช่เนื้อสัตว์


ฟองเต้าหู้สด (Fresh Bean Curd Skin)

ฟองเต้าหู้สดแบบม้วน


- หู่กี เป็นฟองเต้าหู้สดยีเป็นชิ้นเล็ก บ้างก็ปรุงรสแต่งสี ใส่สาหร่ายดพิ่มรส บ้างก็ไม่ใส่อะไรเลย แล้วนำมามัดอัดตัวเป็นรูปทรงต่างๆ คล้ายหมูยอ หรือมัดเป็นลูกคล้ายฟักทอง หรืออัดใส่พิมพ์เป็รรูปเป็ด ไก่ ปลา ตับ แฮม เป็นต้น การมัดอัดทำให้เนื้อฟองเต้าหู้ผสานกันแน่นขึ้นช่วยทวีความอร่อยในการนำไปปรุงอาหารอน่างอื่น เช่น ต้มซีอิ้ว พะโล้

- หู่เมาะ  ฟองเต้าหู้แผ่นใหญ่ มีแบบผึ่งหมาดกับอบแห้ง ใ้ช้ในการห่อฮ่อยจ้อ แฮกึ๊นเปาะเปี๊ยะ เผือกม้วน ผักกาดม้วน เป็นต้น

- ฟองเต้าหู้อบแห้ง (Dried Bean Curd Skin) มี 3 แบบด้วยกันคือ แบบพอง แบบเส้น และแบบหวาน ฟองเต้าหู้แบบพอง ทอดฟูและพองดีโรยด้วยเกลือเอาไว้กินเล่นหรือทำกับข้าวได้แต่ควรทอดไม่ควรแข่น้ำเพราะเนื้อจะเหนียว ดีมากสำหรับการทำพะโล้เพราะเนื้อไม่เละ เลือกซื้อฟองเต้าหู้ที่มีสีเหลืองนวล ถ้าใช้ไม่หมดเก็บในอุณหภูมิห้องได้ อย่าให้ถูกแดดหรือโดนความชื้น ไม่ควรเก็บนานเกิน 4 เดือน

เต้าหู้พวง
เต้าหู้พวง หรือ เต้าหู้สาย  เป็นเต้าหู้แข็งชิ้นเล็กนำมาทอดจนเหลืองพอง เนื้อข้างในโปร่ง แล้วร้อยเป็นพวงๆ หรือเป็นสายขาย ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ พะโล้ กวยจั๊บต้มซีอิ้ว ฯลฯ เลือกซื้อที่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ไม่มันมาก ไม่สกปรก ก่อนใช้ให้นำไปล้างด้วยน้ำชา หรือลวกเพื่อเอาน้ำมันออกบ้าง เป็นเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วทอด ร้อยเชือกขายเป็นพวงใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟและพะโล้

เต้าหู้พวง

เต้าหู้ญี่ปุ่น
เต้าหู้ญี่ปุ่น นิยมใช้เต้าหู้อ่อนหรือเต้าหู้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เพราะเนื้อเต้าหู้นิ่มเป็นพิเศษ มีเนื้อสีขาวนวล และมีเต้าหู้แบบแข็งด้วย บรรจุในกล่องสี่เหลี่ยมห่อพลาสติกเรียบร้อย เต้าหู้ญี่ปุ่นชนิดอ่อนใส่ในซุป แกงจืด ผัด ทอด สุกี้ ปั่นเป็นซอสหรือน้ำสลัดได้ดี หรือปั่นใส่ไข่ตุ๋น หรือทับเอาน้ำออกยีปรุงรส นำมาห่อสาหร่าย นึ่งสุกแล้วคลุกกับเกร็ดขนมปังทอดกรอบ เป็นต้น เลือซื้อเต้าหู้ที่สดใหม่ดูจากวันผลิตและวันหมดอายุ ควรล้างก่อนนำมาปรุงอาหาร เพราะเต้าหู้จะมีเมือกเล็กน้อย นอกจากนี้เต้าหู้ญี่ปุ่นยังมีเต้าหู้ทอดชนิดต่างๆ ด้วย เช่น เต้าหู้ทอดชนิดบาง เอามายัดไส้และเต้าหู้ทอดชนิดหนา เอามาต้มตุ๋นใส่บะหมี่ต่างๆ

- เต้าหู้โมเมน เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่น เต้าหู้ชนิดนี้เนื้อค่อนข้างแข็งแน่น นำไปปรุงเป็นอาหารได้เหมือนเต้าหู้ขาวแข็ง

เต้าหู้โมเมน 

- เต้าหู้คินุ เป็นการผลิตแบบญี่ปุ่นเช่นกัน เนื้อเหมือนเต้าหู้ขาวอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหารได้เช่นเดียวกับเต้าหู้ขาวอ่อน

เต้าหู้คินุ

เต้าฮวย
เต้าฮวย เป็นเต้าหู้นิ่มที่ไม่ได้เอาน้ำออก ทำจากน้ำเต้าหู้ใส่ "เจี๊ยะกอ" (หินเต้าหู้หรือแคลเซี่ยมซัลเฟต) เพื่อให้น้ำเต้าหู้จับกันเป็นเต้าหู้นิ่มๆ นิยมกินตอนอุ่นๆ กับซีอิ้ว ใส่แกงจืด กินกับน้ำขิงปาท่องโก๋ ปั่นทำเป็นซอสหรือน้ำสลัด หรือใส่ไข่ตุ๋น เลือกซื้อที่ทำสดใหม่ เนื้ออ่อนกลิ่นหอม


Friday, October 5, 2012

เมนูอาหารเจ : ลาบเต้าหู้เจ (Spicy Tofu Thai Salad - Lahb)


สูตรการทำลาบเต้าหู้แบบง่าย สูตร ของร้าน เลมอนฟาร์ม แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม ทางร้านได้แนะนำลูกค้าทานอาหารมังสะวิรัตทางแบบของ หมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส ของหลวงปู่ ติกทัชฮัน พระภิกษุชื่อดังชาวเวียตนาม อาหารล้วนเป็นมังสะวิรัติ ที่ชุมชนในวัด และหมู่บ้าน กว่า 1 ล้าน คน ล้วนทานอาหารมังสะวิรัติ

เต้าหู้ ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีนซึ่งให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่า ในปริมาณที่เท่ากัน มีราคาถูก และยังมีเลซิตินอีกด้วย ซึ่งเลซิตินนี้มีผลในการลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ รวมทั้งฮอร์โมนจากพืชที่เรียกว่า "ไฟโตเอสโทรเจน" ที่มีการวิจัยพบว่า มีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทอง โดยจะช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้มนม

เต้าหู้ เหมาะกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป เพราะเต้าหู้จะช่วยให้ระบบการย่อยในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เมนูสุขภาพในวันนี้เราจึงขอแนะนำเต้าหู้ชนิดแข็ง มาทำเป็นลาบ ทำได้ง่าย ไม่อยากเลย แถมยังอร่อยอีกด้วยค่ะ

เมนูอาหารเจ : ลาบเต้าหู้เจ
Spicy Tofu Thai Salad (Lahb)



เครื่องปรุง

- เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง : 2 ก้อน
- เห็ดหูหนูดำลวกหั่น : 3 ดอก
- ต้นหอมซอย : 2 ต้น
- หอมแดงซอย : 3 ลูก
- ผักชีฝรั่ง : 2 ต้น
- สะระแหน่เด็ดใบ : 2 ต้น
- ข้าวคั่ว : 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว : 5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว : 3 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่น : 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า : 5 ช้อนโต๊ะ





วิธีทำ

1. นำเต้าหู้ขาวชนิดแข็งมาบี้ให้ละเอียด
2. เติมน้ำเปล่า ตั้งไฟอ่อน ใส่เห็นหูหนูลงไป แล้วคั่วจนเต้าหู้และเห็ดสุกดี จึงปิดไฟ
3. จากนั้นใส่เครื่องปรุง ซีอิ๊วขาว น้ำมะนาว และพริกป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วชิมรสตามชอบ
4. เมื่อได้รสชาติตามชอบแล้ว จึงใส่ ต้นหอม หอมแดง ผักชีฝรั่ง และตบท้ายด้วยข้าวคั่ว คลุกให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง
5. ตักใส่จานโรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ พร้อมเสริ์ฟ กินแนมกับผักสด เช่น แตงกวา ใบสะระแหน่ ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว เป็นต้น



Wednesday, September 19, 2012

อาหารบำรุงกระดูก

อาหารบำรุงกระดูก
(Nourish Your Bones) 

กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกายทำหน้าที่พยุงร่างกายให้ทรงตัวอยู่ได้และเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อ กระดูกเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะประกอบด้วย น้ำประมาณร้อยละ 20 สารอินทรีย์ร้อยละ 30-40 ที่สำคัญคือ โปรตีน ที่เหลืออีกร้อยละ 40-50 เป็นแร่ธาตุต่างๆ แร่ธาตุที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก คือ แคลเซียมฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส

ดังนั้นการกินอาหารบำรุงกระดูกจะต้องกินอาหารที่มีแร่ธาตุอย่างสมดุลกัน การกินอย่างใด อย่างหนึ่งมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน มาดูกันค่ะว่าสารอาหารอะไรที่สำคัญต่อกระดูกและอยู่ในอาหารประเภทไหนกันบ้าง


แคลเซียม (Calcium)
ทำให้กระดูกแข็งแรง พบใน นมสด ปลาป่น กุ้งแห้ง งาดำ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ผักใบเขียว ฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกแข็งแรง พบใน เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟักทอง สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกา (National Institute Health) แนะนำปริมาณของ แคลเซียม ที่เหมาะสมในแต่ละวัย ดังนี้

ปริมาณ แคลเซียม ที่ควรได้รับต่อวัน

เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
หญิงให้นมบุตร ควรได้รับ 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ป่วยกระดูกหัก ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

แมกนีเซียม (Magnesium)
แมกนีเซียม เป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ (Mineral) ชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเกลือแร่ที่มีมากในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในโครงสร้างกระดูกมีธาตุแมกนีเซียม 60-70% ส่วนที่เหลืออีก 30% พบในเนื้อเยื่ออ่อนและของเหลวในร่างกาย
แคลเซียมและแมกนีเซียม ต้องทำหน้าที่ร่วมกันโดยแยกกันไม่ออก แมกนีเซียม ช่วยร่างกายในการดูดซึม แคลเซียม และ แคลเซียม ก็มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกายในการย่อยสลาย แมกนีเซียม
สรุปง่ายๆคือ แมกนีเซียม จะช่วยให้กระดูกดึงแคลเซียมเข้ามาเก็บสะสมไว้ พบใน ผักใบเขียว รำข้าว ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวกล้อง กล้วยหอม
 
ไลซีน (Lysine)
เป็นกรดอะมิโนที่สำคัญที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการเจริญเติบโต ร่างกายเราไม่สามารถผลิต L-Lysine (ไลซีน)ได้ ต้องได้รับจากแหล่งอาหารหรืออาหารเสริมเท่านั้น L-Lysine (ไลซีน) มีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการผลิตแอนติบอดี, ฮอร์โมนและคอลลาเจน ไลซีน (Lysine) ยังเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟื้นฟู พบใน ยีสต์ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง ถั่ว นมไขมันต่ำ เนื้อแดง ปลา ปลาซาร์ดีน ไข่ เนยและนม

โบรอน (Boron)
เป็นแร่ธาตุที่ช่วยไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไป พบใน ผักผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง

แมงกานีส (Manganese)
เป็นองค์ประกอบของกระดูกช่วยไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไป พบใน น้ำผลไม้อย่างน้ำสับปะรด เป็นต้น

วิตามินดี (Vitamin D)
ช่วยให้กระดูกดึงแคลเซียมเข้ามาเก็บสะสมไว้ พบใน น้ำมันตับปลา ปกติแสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลตจะช่วยให้ ผิวหนังสร้างวิตามินดีขึ้นได้


พฤติกรรมการกินอาหารบางอย่างสามารถส่งผลเสียต่อกระดูกได้ เช่น

กาแฟ
จากงานวิจัยจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการะบุว่า กาแฟแค่ 2 ถ้วย ก็มากพอที่จะทำให้กระดูกเปราะบางได้ เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟจะทำให้ร่างกาย ขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ

น้ำอัดลม
ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักง่าย โดยผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนมากกว่า ผู้ที่ไม่ดื่ม 3-4 เท่า



สำหรับผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ความหนาแน่นของกระดูกนอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเริ่มลดลงด้วยหากช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้บำรุงกระดูกให้แข็งแรงเต็มที่ ก็อาจทำให้กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพกซึ่งจะเจ็บปวด และทรมานมาก ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงราวๆ 2 เปอร์เซ็นต์ทุก 1 ปี ในขณะที่การกินแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้น ไม่ได้ช่วยความเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วยชะลอการสูญเสียปริมาตรของกระดูกลงเท่านั้น


Monday, September 10, 2012

7 เมนูช่วยบรรเทาความเซ็ง (Foods for a Good Mood)

7 เมนูช่วยบรรเทาความเซ็ง 

(7 Foods for a Good Mood)

เวลากำลังอารมณ์เสียเนี่ยของกินช่วยเราได้เยอะนะคะ เพราะอารมณ์ที่แปรปรวนฉุนเฉียวก็อาจเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารบางอย่าง (หรือจะเรียกว่า การมีอารมณ์แปรปรวนทำให้เราขาดสารอาหารก็ได้ ) ดังนั้นถ้าเราเลือกทานอาหารดีๆ เพื่อชดเชยสิ่งที่ร่างกายขาดไป และไปส่งเสริมการทำงานส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้น เราก็จะมีความพร้อมในการต่อสู่กับปัญหามากขึ้นนั่นเอง

และวันนี้เราก็ได้คัดเลือกเมนูอร่อยๆ ที่่ช่วยให้อารมณ์ดีมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันค่ะ


ปลาทะเล

ในปลาทะเลจำพวก แซลมอน แม็กเคอเรล ทูน่า จะมีกรดโอเมก้า 3 ซึ่งทำหน้าที่ได้คล้ายยาแก้อาการซึมเศร้า แถมช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกโกรธ เมื่อหลั่งออกมาแล้วจะทำให้จิตใจสงบลงได้ ดังนั้นโกรธใครที่ไหนมา ลองเลือกปลาทะเลเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นดูสิ ไม่อ้วนด้วย

กล้วยสด หรือกล้วยปั่น

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีทริปโตฟานสูง (Tryptophan) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายจะทำไปใช้ผลิตเซโรโทนิน (Serotonin) และมีวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (คนที่น้ำตาลต่ำ จะหงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย) แถมยังมีแคลเซียมและโพแทสเซียมที่เป็นผลดีต่อการควบคุมอารมณ์อีกด้วย

การทานกล้วยช่วยได้ทั้งคนที่กำลังอารมณ์เสีย และช่วยคนที่กำลังมีอาการ PMS* ให้หงุดหงิดน้อยลงได้ สาวๆ จะเลือกทานเป็นกล้วยสดหรือขนมที่มีส่วนผสมของกล้วยก็ได้ แต่ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ทานกล้วยสดก็พอแล้ว เพราะขนมผสมกล้วยมักจะมีน้ำตาลเยอะนะจ๊ะ

* หมายเหตุ
Premenstrual Syndrome หรือ PMS (พีเอ็มเอส) คืออาการผิดปกติช่วงก่อนรอบเดือนของผู้หญิง หรือเรียกสั้นๆ ว่า "อาการก่อนมีประจำเดือน" กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ PMS มีทั้งอาการที่แสดงออกทางร่างกายและทางอารมณ์ โดยอาการที่แสดงออกทางร่างกายได้แก่ ท้องอืด ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง ปวดศีรษะ อยากอาหาร รับประทานอาหารมากผิดปรกติ อ่อนเพลีย ปวดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ นอนไม่หลับ คัดตึงหน้าอก ส่วนอาการที่แสดงออกทางอารมณ์ได้แก่ หงุดหงิด รำคาญ อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล ซึมเศร้า หดหู่ รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด ควบคุมสติไม่ได้ ไวต่อความรู้สึก รู้สึกขัดแย้ง ความสนใจต่อกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง ขาดสมาธิ ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วง 7-10 วันก่อนมีประจำเดือน และจะหายไปเมื่อมีประจำเดือน 2-3 วัน



แอปเปิ้ล สตรอวเบอร์รี ผลไม้รสเปรี้ยว

ผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะ แอปเปิ้ล องุ่น สตรอวเบอร์รี่ จะอุมดมไปด้วยวิตามินซี กินแล้วช่วยคลายเครียด ลดอาการอ่อนเพลียและช่วยบรรเทาอาการปวดหัว นอกจากนั้นวิตามินซียังช่วยส่งเสริมการสร้างโดปามีน (dopamine) และอะดรีนาลิน (adrenalin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เราตื่น หายงัวเงียง่วงงุน อารมณ์แจ่มใสขึ้น

ผักโขม ผักใบสีเขียวเข้ม

ถ้าร่างกายมี กรดโฟลิก (Folic acid) ในปริมาณต่ำ การหลั่งเซโรโทนินก็จะลดลง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ทำให้หงุดหงิด ฉุนเฉียว ซึมเศร้าได้ง่าย ในทางกลับกันการทานอาหารที่มีโฟลิกสูงก็จะช่วยให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น ซึ่งกรดโฟลิกมักพบได้ในอาหารที่มีผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า แต่ถ้าหวังให้ได้โฟลิกสูงๆ ก็ผักโขมโลดเลยจ้ะ…สำหรับวันแย่ๆ ตามใจปากซักหน่อยด้วยเมนู ผักโขมอบชีส ก็ไม่เลวนะคะ

เชอร์รี่

แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ มีสรรพคุณทำให้คนกินมีความสุข และช่วยแก้อาการซึมเศร้าได้ เชอร์รี่จึงเป็นผลไม้ที่จิตแพทย์แนะนำให้ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าทานบ่อยๆ บางคนก็ว่าทานแล้วได้ผลไม้แพ้ยาแก้อาการซึมเศร้า แถมไม่ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงอีกด้วยนะ

นอกจากจะกินเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้นแล้ว การดื่มน้ำเชอร์รี่ก่อนนอนวันละแก้ว ยังช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นด้วย ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับจะลองทานดูก็ได้นะคะ

โยเกิร์ตสมูตตี้ผสมผลไม้

ช่วงนี้อากาศร้อน การสูญเสียน้ำก็มีส่วนทำให้เราหงุดหงิดอารมณ์เสียได้เหมือนกัน สมูตตี้โยเกิร์ตจึงเป็นคำตอบที่ช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่อยากดื่มแค่น้ำเปล่าเพียวๆ เพราะนอกจากจะได้ทั้งการชดเชยน้ำ ยังได้แคลเซียมจากโยเกิร์ต และวิตามินจากผลไม้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้อารมณ์สดชื่นแจมใสขึ้นทั้งนั้นค่ะ

ข้อควรระวังคือ อย่าให้แม่ค้าใส่น้ำตาลน้ำเชื่อมให้เรามากเกินไปล่ะ นอกจากจะอ้วนแล้ว ถ้าทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงมากๆ เวลาน้ำตาลในเลือดลงต่ำ คุณก็จะอ่อนเพลียหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเดิม

ข้าวผัด-ขนมปังกระเทียม

ข้าวและขนมปังมีคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งเซโรโทนินออกมาได้มากขึ้น ส่วนกระเทียมมีเซเลเนียม (Selenium) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดี และยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วย

การทานกระเทียมสักวันละ 2 – 3 กลีบจะช่วยให้เรามีสุขภาพดีขึ้นได้ ถ้าใครกลัวกลิ่นก็แปรงฟันสักหน่อยหลังอาหาร หรือจะทานเป็นรูปแบบกระเทียมอัดเม็ดก็ได้ (แต่แพงไม่คุ้มหรอกนะจะบอกให้)


การกินอาจไม่ช่วยให้ปัญหาหมดไปก็จริงอยู่ แต่การไปต่อสู้อุปสรรคด้วยร่างกายที่พร้อม ใจที่พร้อม ย่อมดีกว่าลุยทั้งสภาพจิตใจห่อเหี่ยว ร่างกายทรุดโทรมอยู่แล้วค่ะ ดังนั้น อย่าลืมดูแลตัวเองกันบ้างนะคะ


Credit: http://www.goodlywomen.com/

Monday, August 27, 2012

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

มารู้กันก่อนว่า "ธาลัสซีเมีย" คืออะไร - โรคธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโครเลือดจางที่เกิดจากความผิดปกติของสารประกอบในเม็ดเลือดแดง เป็นความผิดปกติในระดับ gene ซึ่งมีหลายชนิดและความรุนแรงหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับความผิดปกติในระดับ ยีน (gene) ของผู้ป่วยว่าเป็นแบบไหนค่ะ

ทำไมผู้ป่วยธาลัสซีเมียจึงมีธาตุเหล็กมากทั้ง ๆ ที่เป็นโรคเลือดจาง ควรรับประทานอาหารประเภทใด และงดอาหารประเภทใดบ้าง?

ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย มีธาตุเหล็กในร่างกายมากกว่าคนปกติ เพราะแม้ว่าธาตุเหล็กจะถูกขับอกจากรางกายได้เท่าเทียมคนปกติ แต่เนื่องจากเม็ดเลือดแดงในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคนี้อายุสั้น แตกง่าย ในเม็ดเลือดแดงมีธาตุเหล็กอยู่ จึงปลดปล่อยตกค้างภายในร่างกาย นอกจากนั้นภาวะซีดทำให้ลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเพิ่มมากกว่าปกติ และยิ่งมีการให้เลือดด้วยเมื่อเม็ดเลือดแดงที่ได้รับเสื่อมตายไปในร่างกาย เหล็กจากเม็ดเลือดแดงเหล่านั้นก็จะตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยโรคนี้ควรรักษาสุขภาพอนามัยให้ดี เพราะถ้าเจ็บป่วยไม่สบายบ่อย ๆ จะทำให้ยิ่งซีดลงกว่าเดิม ทำให้รับเลือดบ่อยขึ้น เหล็กสะสมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เป็นผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ ตามไปด้วย คนที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกเร็ว ร่างกายก็จะพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทน สร้างมากและสร้างเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง

อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย โรคธาลัสซีเมีย คือ อาหารคุณภาพดีที่ให้โปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไข่ นม และอาหารที่มีวิตามินที่เรียกว่า "โฟลิค" อยู่มาก ได้แก่ ผักต่าง ๆ ผักสด ผลไม้สด ตามฤดูกาล ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด

ส่วนอาหารที่ผู้ป่วย โรคธาลัสซีเมีย ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและเลือด กุ้ง หอยแมลงภู่ หอยนางรม และสาหร่ายทะเลที่มีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อสัตว์ 3-8 เท่า และ ผักบางชนิดที่ให้ธาตุเหล็กอยู่ เช่น เช่น ผักกูด มะเขือพวง ผักโขม ใบชะพลู ดอกแค ใบตำลึง เป็นต้น รวมถึงอาหารเผ็ด และอาหารที่ย่อยยากด้วย

** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม "ผักที่มีธาตุเหล็ก" » **



แต่หากมีการรับประทานอาหารที่เหล็กสูงเข้าไป อาจดื่มเครื่องดื่มประเภท ชา และ นมถั่วเหลือง เพื่อไปช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ที่สำคัญ ไม่ควรซื้อวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์


สรุปข้อควรปฏิบัติ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย

1. รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ หลีกเลี่ยงอาหารรส หวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

2. รับประทาน ไข่ นม เต้าหู้ หรือนมถั่วเหลืองมากๆ (ควรดื่มนมทุกวัน วันละ 2-3 กล่อง)

3. รับประทานผักสด ให้ได้ปริมาณประมาณมื้อละ 1 ทัพพี, รับประทานผลไม้ทุกวัน

4. ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก จากการที่เรารับประทานอาหารบางชนิดเข้าไป เพราะอาหารบางชนิดจะมีธาตุเหล็กสูงกว่าอาหารบางประเภท ผู้ป่วยจึงต้องดื้นน้ำชาหลังอาหาร เพื่อช่วยลดธาตุเหล็ก และยังทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องใข้วิธีการขับเหล็กที่แสนจะทรมาน

5. ควรตรวจฟันทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย ผู้ที่ป่วยเป้รโรคนี้ จะมีกระดูกและฟันที่ผุได้ง่าย ดังนั้นควรแปรงฟันทุกวัน และหมั่นไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพกระดูกและฟัน อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน

6. ควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และ ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 15-30 นาที แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีโอกาสกระทบกระแทกรุนแรง

7. หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง เพราะผู้ป่วยบางรายงายมี ม้ามโต ตับโต ถ้ากระแทกอะไรแรงๆ อันถึงม้ามและตับแตกได้ และถ้าเกิดอุบัติเหตุเลือดจะไหลไม่หยุด

8. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เลือดหมู เลือดไก่ เครื่องในสัตว์ ตับ และผักบางชนิดที่มีธาตุเหล็กสูง

9. ห้ามรับประทานยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็กทุกชนิด เพราะจะทำให้มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายมาก และเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นควรทานยาตามที่แพทยืสั่งเท่านั้น ห้ามซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด

10. ไม่ควรปล่อยให้ตนเองมีไข้สูง เพราะขณะมีไข้เม็ดเลือดจะแตกเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่สบาย และมีไข้ขึ้น ควรไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ

11. รับประทานยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องจากโฟเลทเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เพื่อมาชดเชยเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง ดังนั้นควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อเป็นการดูแลรักษาตนเอง

12. ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้ และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะผู้ป่วยบางประเภทจะมีอาการของโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี

Friday, July 27, 2012

คำว่า บรันช์ (Brunch) มีที่มาอย่างไร?

เคล็ด(ไม่)ลับ เกี่ยวกับการปรุงอาหาร และงานครัวต่างๆ
(Cooking Tips and Kitchen Tricks)

เรื่อง ของการทำอาหาร งานบ้าน งานครัว จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการจัดการค่ะ สำหรับเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นมีมากมายหลายชนิด ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญต่อการใช้ชิวิต ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่ต้องสัมผัสกับปากโดยตรงยิ่งต้องดูแลมาก เป็นพิเศษ Food for Health Guide จึงรวบรวม ความรู้ เคล็ด(ไม่)ลับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการปรุงอาหาร ทำอาหาร และงานครัวต่างๆ เพื่อที่คุณจะสามารถนำไปลองทำกันได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

......................................................................................................................................................

คำว่า บรันช์ (Brunch) มีที่มาอย่างไร ?

บรันช์ (Brunch) เป็นอาหารรวบระหว่างมื้อเช้า (breakfast) และ มื้อกลางวัน (lunch) คำก็เป็นคำรวบระหว่างสองคำ คือ Breakfast กับ Lunch (Brunch is a meal eaten between or instead of breakfast and lunch. The word is a portmanteau of breakfast and lunch.)

แรกเริ่มเดิมที คำว่า "Brunch" มาจากอเมริกา คือ การจัดอาหารเช้า และอาหารกลางวัน รวมกัน จะเสริ์ฟระหว่าง 11.00 น. จนถึง 14.00 น. (คือ 11 โมงเช้า ถึงบ่าย 2 โมง) หรือให้เข้าใจกันง่ายๆ Brunch ก็คือ อาหารที่ควบเอา "อาหารมื้อเช้า" และ "อาหารมื้อกลางวัน" มารวมเป็นมื้อเดียวกันนั่นเอง



โดยปกติคนทั่วไปจะรับประทานมื้อเช้า ไม่ว่าหนักหรือเบาประมาณ 8:00 น. แล้วใช้เวลารับประทานประมาณ 15-30 นาที ซึ่งเป็นเวลาปกติของคนทั่วๆ ไป ซึ่งอาจช้าจนเริ่มประมาณ 9:00 น. แล้วก็จบภายใน 15-30 นาที  มื้อนี้เรียกว่ามื้อเช้า หรือ Breakfast

มื้อกลางวัน (Lunch) จะเริ่มเวลาประมาณ 12:00 น. แล้วจบที่เวลาประมาณ 12:30 น. แต่หากนั่งรับประทานกันไป แล้วคุยเรื่องงานหรืออื่นๆ ไป ก็อาจใช้เวลาสัก 1 ชั่วโมง

แต่ Brunch นั้นเป็นมื้อพิเศษ ตรงที่เริ่มรับประทานช้ากว่าปกติ กินมากกว่าปกติ พร้อมรวบเป็นอาหารกลางวันไปด้วยในตัว เวลากินช้า อาจจะเป็นเพราะตื่นสาย อาหารมื้อแบบนี้ไม่ใช่เป็นปกติ และไม่แนะนำสำหรับคนทั่วไป แต่มันมักจะเกิดจากช่วงเวลาพิเศษ เช่นช่วงวันหลังเฉลิมฉลองอยู่กันดึกพิเศษ แล้วทำให้ตื่นสาย แล้วไหนๆ ก็สายแล้ว ก็เลยสายต่ออีกหน่อย เลยกินมื้ออาหารแบบรวบเลยระหว่างมือเช้ากับมื้อกลางวัน

Brunch มักจะกินกันเวลาสักกึ่งกลางระหว่างมื้อเช้าและมื้อกลางวัน คือราวๆ 9:30-10:30 น. และเป็นวาระพิเศษ ร่วมกินกันหลายๆ คน จะที่บ้านหรือที่ร้านอาหาร แต่มีให้รับประทานกันมากเป็นพิเศษ หรือหากเป็นที่ร้าน ก็มักจะสั่งจานโตสักหน่อย มักจะรับประทานกันในบรรยากาศแบบผ่อนคลายสักเล็กน้อย ส่วนเครื่องดื่ม จะเป็น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ เป็นต้น การรับประทานอาหารมื้อ Brunch ตามร้านอาหารของคนตะวันตก มักจะต้องมีกาแฟสด ซึ่งหากกาแฟไม่อร่อย อาหารก็พลอยไม่อร่อยไปด้วย

โดยมากตามโรงงแรม และร้านอาหารจะจัด Brunch เฉพาะวันอาทิตย์หรือวันหยุดเทศกาล อาหารจะมีหลากหลาย ทั้งอาหารมื้อเช้า และอาหารมื้อกลางวันรวมกัน และการจัดจะจัดแบบบุฟเฟต์ ให้แขกเลือกตักกินเองตามใจชอบ นอกจากอาหารบางอย่าง เช่น อาหารจานร้อน จะมีเชฟคอยปรุงให้แขก หรืออาหารประเภทเนื้อก้อนใหญ่ เชฟจะเป็นผู้ตัดให้แขกตามต้องการ ในการบริการจะมีเชฟและผู้บริการคอยดูแลตลอดเวลา ตามหอพักนักศึกษาของอเมริกาจะจัด Brunch ในวันอาทิตย์ ซึ่งบางคนอาจตื่นสาย นั่งกินได้ถึงบ่าย 2 - 3 โมง เลยทีเดียว กินแล้วบางคนไม่กินมื้อเย็นก็มี


ดูเคล็ดลับทั้งหมด | SEE ALL TIPS & TRICKS »


info credit: http://pracob.blogspot.com/

Wednesday, July 25, 2012

เทคนิคการต้มกะทิ ให้สีไม่คล้ำ และไม่แตกมัน

เคล็ด(ไม่)ลับ เกี่ยวกับการปรุงอาหาร และงานครัวต่างๆ
(Cooking Tips and Kitchen Tricks)

เรื่อง ของการทำอาหาร งานบ้าน งานครัว จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าเรารู้เคล็ดลับในการจัดการค่ะ สำหรับเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นมีมากมายหลายชนิด ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญต่อการใช้ชิวิต ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่ต้องสัมผัสกับปากโดยตรงยิ่งต้องดูแลมาก เป็นพิเศษ Food for Health Guide จึงรวบรวม ความรู้ เคล็ด(ไม่)ลับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการปรุงอาหาร ทำอาหาร และงานครัวต่างๆ เพื่อที่คุณจะสามารถนำไปลองทำกันได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

......................................................................................................................................................


เรื่องของกะทิ 
(Coconut milk Tricks and Tips)

เคล็ดลับ ความรู้ ในการต้มกะทิ สำหรับผู้ที่ชอบทำแกงกะทิ ขนมหวานที่ใส่กระทิ และผู้ชอบความหวานมันของกะทิ

เทคนิคในการต้มกะทิให้สีไม่คล้ำ

ต้ม กะทิด้วยภาชนะ "เหล็ก" หรือ "สแตนเลส" จะทำให้กะทิมีสีคล้ำ ภาชนะที่จะนำมาต้มกะทิ ควรเลือกภาชนะทองเหลือง หรือหม้อเคลือบ หรือถ้าไม่มีจริงๆ สามารถใช้ภาชนะอลูมิเนียมได้ แต่ห้ามนำภาชนะที่ทำด้วยเหล็กหรือสแตนเลสมาใช้ในการต้มกะทิเด็ดขาด เพราะจะทำให้กะทิของเรามีสีคล้ำ ไม่น่ากินนะจ๊ะ


เทคนิคในการต้มกะทิไม่ให้แตกมัน

1. ในการต้มน้ำกะทิไม่ให้แตกมัน ในการทำขนมด้วยน้ำกะทิ เราไม่นิยมให้กะทิแตกมัน ฉะนั้นเวลาต้มกะทิควรใช้ไฟปานกลางถึงอ่อน และต้องหมั่นคนอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้กะทิแตกมันค่ะ

2. ถ้าต้องการให้กะทิมีสีขาวน่ารับประทาน ควรต้มกะทิแค่ร้อนจัดแต่ไม่ต้องถึงกับเดือด เราก็จะได้กะทิสีขาวน่ารับประทาน แต่ถ้ากลัวกะทิบูดเร็วล่ะก็ ก็ให้ต้มพอใกล้เดือดแล้วปิดไฟทันที

3. กรณีพวกขนมหวานทั้งหลายที่ต้องเอาผลไม้ไปต้มเช่น กล้วยบวดชี ฟักทองบวด ต้องเอาผลไม้ไปต้มน้ำเปล่าให้สุกก่อนนะคะ เพราะการต้มผลไม้ให้สุกในกะทิจะทำให้กะทิแตกมัน ไม่น่ารับประทาน

4. การใส่แป้งข้าวเจ้าลงไปเล็กน้อยในกะทิ จะทำให้กะทิไม่แตกมัน แต่ขอย้ำนะ อย่าใส่เกิน 1 ช้อนชา เพระมันจะข้นมากอาจทำให้แป้งและกะทิเกาะกันเป็นก้อนได้คะ

6. แป้งที่ดีที่สุดในการใส่กะทิ คือ "แป้งข้าวเจ้า" ถ้าใช้ แป้งมัน หรือ แป้งข้าวโพด ในปริมาณที่เท่ากัน น้ำกะทิจะออกข้น และเหนียวใส ซึ่งต่างจากแป้งข้าวเจ้าที่จะข้นแต่ไม่เหนียว

มาดูผลพิสูจน์ว่า กะทิที่ต้มด้วยหม้อเหล็กหรือสแตนเลส จะสีคล้ำจริงหรือไม่ 
(คลิปจากรายการครัวอินดี้ ช่วง Indy Institute)



เคล็ดลับแถมท้าย...ใคร ที่อยากจะเชื่อม หรือต้มสุกผลไม้ เมื่อเชื่อมสุกแล้ว ควรแช่น้ำเย็นทันที เนื้อผลไม้จะได้ไม่เละ เพราะความร้อนที่ตกค้างในผลไม้ เมื่อเชื่อมเสร็จ ก็ทำน้ำกะทิราดหน้าของหวาน ตามสูตรที่ให้ในเว็บ Food for Health Guide (FHG) นะคะ


ดูเคล็ดลับทั้งหมด | SEE ALL TIPS & TRICKS »

Friday, July 20, 2012

ผักที่มีธาตุเหล็กสูง (Vegetables High in Iron)

ธาตุเหล็กในผัก หรือผักที่มีธาตุเหล็ก

คำว่า "เหล็ก" ในที่นี้ หมายถึง แร่ธาตุชนิดหนึ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะธาตุเหล็กนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกบิล สารสีแดงในเม็ดเลือดแดง และในกล้ามเนื้อ ฮีโมโกบิลนี้จะเป็นตัวนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังเซลส์ต่างๆ

ในวันหนึ่งๆ ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพียงเล็กน้อยก็จริง แต่เมื่อใดที่ร่างกาย ต้องเสียเลือดไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ร่างกายก็ต้องการธาตุเหล็กมากยิ่งขึ้น ผู้หญิงจะต้องการธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีประจำเดือน ต้องคลอดลูก ถ้าขาดธาตุเหล็กมากๆ จะเป็นโรคโลหิตจาง เมื่อเป็นโรคนี้นานๆ ม้ามจะโต หัวใจจะใหญ่ เล็บเปราะบาง การขาดธาตุเหล็กเป็นได้ทุกวัยไม่มีข้อยกเว้น

ธาตุเหล็กนี้ได้จากอาหารเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก สูงจึงจำเป็น อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงคือตับ เลือดหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และพืชผักต่างๆ โดยเฉพาะผักที่มีสีเขียวเข้ม ในผักหลายชนิดมีธาตุเหล็กสูง ราคาก็ ถูกกว่าเนื้อสัตว์ แถมยังได้วิตามินและเส้นใยอีกด้วย ซ้ำยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินตับหรือเนื้อสัตว์ หรือผู้ที่เป็นโรคคอเลสเตอรอลสูง นอกจากกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงแล้ว เรายังต้องกินอาหารที่มีวิตามินซี หรืออาหารที่มีสารโปรตีนควบคู่ไปด้วยร่างกาย จึงจะดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้ดี เพราะธาตุเหล็กที่มีในอาหารนี้ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ

ผักบางชนิดมีธาตุเหล็กสูงกว่าในเนื้อสัตว์เสียอีก เทียบจากอาหารทุกอย่างใน น้ำหนัก 100 กรัม ว่ามีธาตุเหล็กอยู่เท่าไรบ้าง...

- ซึ่งในเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมูมี 2.1 มิลลิกรัม ตับมี 4.4 มิลลิกรัม ตับไก่มี 9.7 มิลลิกรัม

- ในผักก็เช่น มะเขือพวงมีถึง 43 มิลลิกรัม ผักโขมมี 21.4 มิลลิกรัม ใบชะพลู 9.8 มิลลิกรัม ดอกแค 5.3 มิลลิกรัม ใบตำลึงมี 4.6 มิลลิกรัม เป็นต้น จะเห็นว่าผักมีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อสัตว์มาก

- สำหรับในเครื่องปรุงรสของไทย เช่น กะปิ นั้น ก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นกัน โดยในปริมาณ 100 กรัม กะปิมีธาตุเหล็ก 38.1 มิลลิกรัม พริกแห้ง 17.9 มิลลิกรัม กระเทียม 1.5 มิลลิกรัม เป็นต้น

โดยเฉลี่ยแล้วในวันหนึ่งเราต้องการธาตุเหล็กเพียง 15 มิลลิกรัม มาปรุงอาหาร รสอรอ่ยจากผักที่มีธาตุเหล็กสูงกันวันละมื้อสองมื้อ โดยกินผลไม้รสเปรี้ยวตามไปด้วย หลังอาหาร คุณก็จะได้ธาตุเหล็กเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน

** ผักเม็ก มีชื่อพื้นเมืองที่แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ดังนี้ ผักเสม็ด, ผักเม็ก (นครราชสีมา,ภาคอีสาน); ไคร้เม็ด (เชียงใหม่); เม็ก (ปราจีนบุรี); เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช) ;เสม็ด (สกลนคร, สตูล);เสม็ด เขา, เสม็ดแดง (ตราด); เสม็ดชุน (ภาคกลาง); ยีมือแล (มลายู ภาคใต้) **

ความสำคัญของธาตุเหล็กต่อสตรีมีครรภ์

ธาตุเหล็ก สำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจะเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งจากเลือดแม่ไปเลือดลูกด้วย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลหน้าที่สำคัญของธาตุเหล็กว่า เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินเม็ดเลือดแดง นำเลือดดำไปฟอกที่ปอด กลายเป็นเม็ดเลือดแดงที่ร่างกายนำไปใช้ได้ สารสำคัญที่ฟอกเลือดดำเป็นเลือดแดง ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ หากร่างกายขาดธาตุเหล็กกระบวนการฟอกเลือดดำเป็นเลือดแดงจะไม่เกิดขึ้นได้ หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ไปด้วยค่ะ

อาการของคนที่ขาดธาตุเหล็ก

แม้ร่างกายจะต้องการธาตุเหล็กเพียง 1-2 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับคนทั่วไป แต่หากขาดธาตุเหล็กร่างกายจะอ่อนเพลีย เด็กจะมีพัฒนาการช้าลง ไม่เจริญเติบโต เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยทำให้สติปัญญาด้อยประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง ในวัยเด็กเป็นวัยที่ต้องการธาตุเหล็กมาก ผู้ใหญ่และสตรีมีครรภ์ที่ขาดธาตุเหล็กจะอ่อนเพลีย ผิวพรรณซีด เมื่อเปิดเปลือกตาจะเป็นสีขาวไม่มีเลือดไปเลี้ยง ในทางตรงข้ามผู้ที่มีธาตุเหล็กจะมีเลือดฝาดแข็งแรงสมบูรณ์
......................................................................................................................................................

ข้อควรระวัง:
อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงนั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็น "โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย" เนื่องจากผู้ป่วยมีธาตุเหล็กในร่างกายมากกว่าคนปกติ  ทำให้เป็นผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ ตามไปด้วย

** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม "อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย" »

......................................................................................................................................................


ตัวอย่าง จำนวนธาตุเหล็กที่มีอยู่ในผักต่างๆ เป็นมิลลิกรับ ต่อจำนวนน้ำหนัก 100 กรัม มีดังนี้

- มะเขือพวง 43 มิลลิกรัม
- ผักกูด 36.3 มิลลิกรัม
- ถั่วฟักยาว 26 มิลลิกรัม
- ผักแว่น 25.2 มิลลิกรัม
- เห็ดฟาง 22.2 มิลลิกรัม
- ผักโขม 21.4 มิลลิกรัม
- ใบแมงลัก 17.2 มิลลิกรัม
- พริกหวาน 17.2 มิลลิกรัม
- ใบแมงลัก 17.2 มิลลิกรัม
- ผิวมะกรูด 16.7 มิลลิกรัม
- ใบกะเพราแดง 15.1 มิลลิกรัม
- ผักเม็ก 11.6 มิลลิกรัม
- ยอดอ่อนมะกอก 9.9 มิลลิกรัม
- ใบชะพลู 9.8 มิลลิกรัม
- ยอดอ่อนกระถิน 9.2 มิลลิกรัม
- มะเขือพวง 7.1 มิลลิกรัม
- ใบย่านาง 7.0 มิลลิกรัม
- ยอดขี้เหล็ก 5.8 มิลลิกรัม
- ผักกะเฉด 5.3 มิลลิกรัม
- ดอกแค 5.3 มิลลิกรัม
- ยอดตำลึง 4.6 มิลลิกรัม
- ใบตำลึงมี 4.6 มิลลิกรัม

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...