Saturday, December 31, 2011

สมุนไพรไทย... คลายเครียด (Thai Herbal Relaxation)

จริงๆ บ้านเราก็มีพืชผักมากมายที่ได้รับการยอมรับแล้วว่ามีสรรพคุณช่วยในการคลายเครียดได้มากมาย หาง่าย ราคาถูก เช่น

• ขี้เหล็ก มีการศึกษาพบว่าใบอ่อนและดอกตูมของขี้เหล็ก มีสารที่ชื่อว่า แอนไฮโดรบาราคอล (Anhydrobarakol) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ อีกด้วย

• ดอกบัวหลวง ทำให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสบาย นำเอามาสกัดเป็นชาจะมีรสฝาด ๆ หอม ๆ ดื่มแล้วชุ่มชื่น โดยใช้ดอกบัวหลวงสีขาวใกล้จะบาน 5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดนาน 10 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง

• พริกไทย ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยลดความ เครียด สามารถรับประทานได้โดยนำต้นพริกไทยแห้งที่หั่นแล้วประมาณ 1 หยิบมือ มาคั่วแล้วใส่ในกาชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชาต้นพริกไทยดื่มได้ทั้งวัน

• มะนาวหรือมะกรูด มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับบรรเทา อาการอาหารไม่ย่อย และทำให้หายเครียดได้ มีวิธีทำง่าย ๆ 2 วิธี ได้แก่ ใช้ลูกมะนาวหรือมะกรูด 1 ลูก ผ่าซีกบีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว เติมเกลือและน้ำตาลทรายไม่ขัดขาวอย่างละครึ่งช้อนกาแฟ ใส่น้ำร้อนให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มอุ่น ๆ ทันทีเมื่อมีอาการ จะช่วยคลายเครียดได้รวดเร็ว แต่หากดื่มมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้ หรือนำใบมะนาวหรือมะกรูดแห้งประมาณ 1 หยิบมือมาคั่ว นำไปใส่กาน้ำชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชงเป็นชาดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยขับเลือดลมและแก้เครียดดีมาก

• มะเฟือง มีสรรพคุณช่วยระงับความฟุ้งซ่าน ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น โดยใช้มะเฟืองที่แก่จัด 1 ผล ล้างให้สะอาด หั่นและแกะเมล็ดออก คั้นน้ำใส่แก้ว เติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟ และเทน้ำร้อนลงไปให้เต็มแก้วคนให้เข้ากัน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็นก่อนอาหาร



credit: http://thaiuknews.wordpress.com/

Wednesday, December 28, 2011

เครื่องดื่ม…คลายเครียด! (Relaxation beverages)

เพราะว่าชีวิตนั้นแสนเครียด และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ใช่ทางออกของการคลายเครียด ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องดื่มเองก็ได้เล็งเห็นช่องว่างนั้น และผลิตเครื่องดื่มเพื่อคลายเครียดได้ออกมาเสียเลย

ปัจจุบันเทรนด์ เครื่องดื่มคลายเครียด (Relaxation beverage) เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีส่วนผสมของพืชหรือสารสกัดต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น เมลาโตนิน, ธีอะนีน (ซึ่งเป็นอะมิโนแอซิดที่พบอยู่ในชาเขียว) คาโมไมล์ passion flower, Valerian root, rose hips รวมถึงวิตามินบีต่าง ๆ ตามแต่สูตรของเจ้าไหนจะใส่อะไร มีสรรพคุณเพื่อผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

เป็นที่น่าประหลาดใจว่าตลาดของเครื่องดื่มคลายเครียดทั้งหลายเหล่านี้ เติบโตขึ้นพรวดพราดจนน่าตกใจ มีตัวเลขที่ทางผู้ผลิตเครื่องดื่มเปิดเผยออกมา อย่างเช่น Drank ที่เผยยอดจำหน่ายในปี 2008 ว่าเติบโตขึ้นถึง 198% ส่วน Vacation in a Bottle ก็เผยตัวเลขยอดจำหน่ายในปี 2009 ของตนว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 200% เลยทีเดียว

ในสหรัฐอเมริกา มีเครื่องดื่มคลายเครียดขายในตลาดเกือบ 100 ประเภทเลยทีเดียว และต่างมีชื่อเรียกมากมาย อาทิ Vacation in a Bottle, Mary Jane”s Relaxing Soda, Dream Water, Drank Mini Chill และ iChill เป็นต้น ด้วยราคาขายต่อขวดเฉลี่ยประมาณ 4-5 ดอลลาร์ และมีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ทำให้ใครก็ได้สามารถหยิบเครื่องดื่มเหล่านี้มาดื่มได้ โดยเฉพาะคนที่ (คิดว่าตัวเอง) เครียด แทนที่จะไปซื้อยาคลายเครียด หรือทานยานอนหลับ การดื่มเครื่องดื่มคลายเครียดกลับเป็นทางออกของคนอเมริกัน
“ผู้คนในปัจจุบันต่างแสวงหาเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ”
Keith Whitlock ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของเครื่องดื่ม Slow Cow กล่าวผ่านอีเมล์เพื่ออธิบายว่าผลิตภัณฑ์ของเขานั้นมีส่วนผสมของสารสกัดจาก ธรรมชาติ เช่น คาโมไมล์, ฮอปส์, valerian และกรดอะมิโน แอล-ธีอะนิน ที่เขากล่าวว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในด้านสมาธิ ความจำ และการเรียนรู้ได้ด้วย

นักการตลาดหลายคนมองว่าเครื่องดื่มคลาย เครียดกำลังจะมาแทนที่เครื่องดื่มบำรุงกำลังในอเมริกาเหนือ อย่าง Red Bull, Monster Energy และ Rockstar เช่น Slow Cow เครื่องดื่มคลายเครียดที่มีโลโก้เป็นรูปวัวล้ม (เหมือนจะทำมาล้อกับโลโก้ของ Red Bull) ในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เปิดตัวสามารถขายได้ 1.2 ล้านกระป๋องในแคนาดา ....ฟังดูน่าสนใจ !

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อสงสัยด้านคุณประโยชน์ของเครื่องดื่มเหล่านี้ว่า “ดื่มแล้วคลายเครียดได้จริงหรือไม่?” “นอนหลับได้ดีแค่ไหน?” และที่สำคัญจะ “มีผลข้างเคียงหรือเปล่า?”

มีการศึกษาส่วนประกอบที่ใช้ในเครื่องดื่มแต่ละยี่ห้อ Natural Standard Research Collaboration มหาวิทยาลัย เคม บริดจ์ ได้ศึกษาวิจัยว่า หัว Kava ที่เป็นส่วนประกอบใน Mary Jane”s Soda นั้นมีสรรพคุณช่วยลดความวิตกกังวล แต่เป็นการนำเอามาใช้เพื่อรักษาโรควิตกกังวลในทางการแพทย์ ไม่ใช่เพื่อลดความเครียดโดยทั่วไป แต่บริษัท The Relaxing ผู้ผลิต Mary Jane ก็ออกมาโต้ว่า มีการทดลองแล้วว่าสามารถใช้ลดความเครียดได้จริง อย่างไรก็ตามในปี 2002 เอฟดีเอ (Food and Drug Administration) ได้เคยออกมาเตือนถึงความเกี่ยวข้องของหัว Kava ว่า อาจก่อให้เกิดปัญหากับตับได้หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งผู้ผลิตก็ย้ำว่าไม่ควรบริโภคเครื่องดื่มขนาด 12 ออนซ์ มากเกิน 2 ขวดในแต่ละวัน

สำหรับคนที่มีปัญหาด้านการนอน อาจจะมองหาเครื่องดื่มคลายเครียดที่มีส่วนผสมของเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ให้เราหลับและตื่น ซึ่งหากร่างกายผลิตเมลาโตนินได้น้อยก็จะก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ (ใช้ในยานอนหลับทั้งหลาย) Aparajitha Verma ผู้อำนวยการศูนย์ความผิดปกติทางด้านการนอนหลับของ Methodist Neurological Institute ในฮุสตัน สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงการใช้เมลาโตนินในเครื่องดื่มนั้นต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่าง ระมัดระวัง เนื่องจากวารสารของ FDA ในเดือนมกราคม 2553 ได้กล่าวว่า…นวัตกรรมการนำเอาเมลาโตนินมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม นั้นไม่ได้รับการรับรองให้ใส่เอาไว้ในอาหารอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังต้องตรวจสอบผลข้างเคียงของการนำเอาเมลาโตนินมาเป็นส่วนประกอบของ อาหารต่อไป

Caleb Ng แพทย์ด้านประสาทวิทยา แห่ง South Surrey สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เครื่องดื่มคลายเครียดนั้นมีความปลอดภัยมากกว่าเครื่องดื่มชูกำลังที่ กระตุ้นการทำงานของหัวใจและสามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อหัวใจได้ในรายบุคคล การใช้สารประกอบจากธรรมชาติในเครื่องดื่มเหล่านั้นมีน้อยกว่าที่ใช้ในการ รักษาแบบไม่ใช้ยา จึงมีผลข้างเคียงต่อหัวใจในระดับที่น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

ในขณะที่ Meghan Walker แพทย์ประสาทวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง Toronto's Integrative Health Institute ในโทรอนโต แคนาดา เชื่อว่าเครื่องดื่มคลายเครียดนั้นอาจทำให้ผิดหวังมากกว่าจะบรรเทา เนื่องจากระดับของส่วนประกอบที่มีอยู่ในเครื่องดื่มนั้นน้อยมากเกินกว่าจะ ช่วยในการรักษาใด ๆ ได้ !

บรรดาเครื่องดื่มคลายเครียดอาจจะทำให้ ผู้บริโภครู้สึกว่าตนสามารถสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว แต่แพทย์หลายคนก็ออกความเห็นว่า ทำไมเราไม่ลองที่จะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีขึ้น แทนที่จะทำตัวให้เครียดแล้วต้องมาวิ่งหาสิ่งที่คอยบรรเทาตัวเองทีหลังแบบนี้ ซึ่งทำได้ง่ายและช่วยให้ชีวิตห่างไกลความเครียดได้ดีกว่าเยอะ


credit: http://thaiuknews.wordpress.com/

Friday, December 23, 2011

อาหารต้านความเครียด (Food for Relaxation)

Article : รศ.ดร.ภญ.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ

นอกจากพักผ่อน ท่องเที่ยว ออกกำลังกาย หรือทำงานอดิเรกแล้ว อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันก็มีส่วนช่วยต้านความเครียดได้

โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงความเครียดจะหมายถึงความเครียดทางจิตใจ แต่ในภาวะมีไข้สูง ติดเชื้อ ได้รับบาดแผล หรือผ่าตัดก็มีความเครียดเกิดขึ้นเช่นกันแต่เป็นความเครียดทางร่างกาย ในภาวะเครียดร่างกายจะตอบสนองโดยการหลั่งฮอร์โมนหรือสารบางชนิดซึ่งมีผลทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ ไขมันในเลือดและความดันโลหิตสูงขึ้น มีการใช้สารอาหารที่สะสมในร่างกาย ยิ่งเครียดมากสารอาหารที่ถูกสะสมไว้ก็จะถูกดึงมาใช้มาก ร่างกายจะสูญเสียสารอาหารหลายชนิดไปกับปัสสาวะเพิ่มขึ้นจึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง นอนไม่หลับ ทำให้เกิดความเครียดทางร่างกายมากขึ้น หากมีความเครียดสะสมจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดในสมองแตกได้

"ซีโรโทนิน" สารสื่อประสาทต้านเครียด

การมีสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน (serotonin) อย่างเพียงพอจะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลายและสงบ แต่ในภาวะเครียดซีโรโทนินจะลดลง ทำให้นอนไม่หลับ หงุดหงิด ขาดสมาธิ และซึมเศร้า สารนี้สังเคราะห์มาจากกรดอะมิโนจำเป็นที่ชื่อว่า ทริปโตแฟน (tryptophan) ที่อยู่ในสมอง ปกติร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนรวมทั้งทริปโตแฟนจากอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง ปลา เป็นต้น

อาหารกับความเครียด สัมพันธ์กันอย่างไร?

อาหารอาจลดหรือเพิ่มความเครียดให้กับร่างกายได้ขึ้นกับชนิดของอาหาร เริ่มด้วยตัวเอกอย่างคาร์โบไฮเดรตกันก่อน กล่าวคือ ปริมาณซีโรโทนินในสมองขึ้นกับปริมาณกรดอะมิโนทริปโตแฟนที่ผ่านจากเลือดเข้าไปในสมอง การกินคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง ขนมปัง น้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินที่มีฤทธิ์ให้ร่างกายดึงกรดอะมิโนตัวอื่นๆ ไปใช้ ทำให้มีกรดอะมิโนที่จะแย่งกับทริปโตแฟนในการผ่านเข้าสมองน้อยลง ทริปโตแฟนจึงผ่านเข้าสมองได้มากและถูกเปลี่ยนเป็นซีโรโทนินได้มากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดลง

นอกจากนี้การที่สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยพลังงานจากกลูโคสเท่านั้นแม้กระทั่งในระหว่างนอนหลับก็ตาม ร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ย่อยสลายเป็นกลูโคส คาร์โบไฮเดรตที่ได้ควรถูกย่อยและดูดซึมช้าๆ เพื่อให้คงระดับกลูโคสในเลือดโดยควรมาจากธัญญาหารที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังที่ทำจากแป้งหรือข้าวสาลีทั้งเมล็ด (whole wheat bread) ซึ่งยังเป็นแหล่งของวิตามินบีและแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญกลูโคสไปเป็นพลังงานด้วย ส่วนธัญญาหารที่ผ่านการขัดสีหรือน้ำตาลนั้นร่างกายจะย่อยและดูดซึมอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับกลูโคสสูงขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากไม่มีกลูโคสที่จะถูกดูดซึมเพิ่มขึ้น โดยพบว่าคนที่มีความเครียดไม่ว่าจากสิ่งแวดล้อม บรรยากาศ ช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงที่กำลังเลิกบุหรี่ จะมีความต้องการคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น ในคนที่ลดน้ำหนักโดยการลดคาร์โบไฮเดรต จะพบว่ามีระดับซีโรโทนินในสมองลดลงจึงมีอาการเครียดและซึมเศร้า

นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ช่วยให้อารมณ์ดี ลดความเครียด วิตามินบี 6 ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย เครียด ซึมเศร้า โฟเลตและวิตามินบี 12 ช่วยลดความเครียดในผู้สูงอายุได้

ขาด = เครียด

การสร้างฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายจำเป็นต้องอาศัยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วย ดังนั้นการขาดสารอาหารที่เกี่ยวข้องจะส่งผลต่อความเครียดได้ เช่น การขาดโฟเลตมีผลให้ระดับซีโรโทนินในสมองลดลง ในทางกลับกันความเครียดก็มีผลให้ร่างกายสูญเสียวิตามินซีออกมาทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับความเครียดแล้ว ลองมาดูวิธีกินอาหารต้านเครียดต่อไปนี้

1. กินอาหารอย่างสมดุล คือกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และกินอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ เพื่อให้คงระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยเฉพาะอาหารเช้าเนื่องจากการอดอาหารมาตลอดคืนจะทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดลง และคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานในตอนเช้าควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น แป้ง ข้าว ขนมปัง ถ้าเป็นชนิดไม่ผ่านการขัดสีจะดี หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่เป็นพวกน้ำตาลเนื่องจากจะถูกย่อยและดูดซึมอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจึงสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

2. อาหารทุกมื้อต้องมีโปรตีนในปริมาณที่ไม่มากเกินไป โดยอาจเลือกกินเนื้อไก่ ไข่ ปลา ถั่ว นม เนยแข็ง ถั่วเหลือง หรือเต้าหู้ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็ควรกินในแต่ละมื้อประมาณ 2-3 ช้อนกินข้าว ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

3. ในแต่ละมื้อไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูงหรือกินอาหารปริมาณมาก เนื่องจากอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น เลือดต้องมาเลี้ยงกระเพาะอาหารเป็นเวลานานจึงมีเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง ส่งผลให้ไม่สดชื่นและง่วงนอน

4. กินปลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง นอกจากปลาจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีแล้ว ยังเป็นแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 อีกด้วย

5. กินผักและผลไม้เป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบี โฟเลต วิตามินซี และใยอาหารอย่างเพียงพอ

6. ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว โดยค่อยๆ ดื่มตลอดวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะทำให้ปากแห้ง ผิวแห้ง อ่อนเพลีย และมึนงงได้

7. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นและเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เพิ่มความเครียดทางร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความเครียด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น

8. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ในการกดประสาท เมื่อดื่มเป็นระยะเวลานานจะทำลายเซลล์สมอง และทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี

การจะลดความเครียด นอกจากรับประทานอาหารให้สมดุลแล้ว ยังควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดี ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพดี นอกจากนี้ควรทำจิตใจให้สงบ หาเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้พักบ้าง



credit: http://www.healthtoday.net/

Tuesday, December 20, 2011

กลวิธีคลายเครียด (Relaxation techniques)

ความเครียดทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่มากก็น้อย ความเครียดอาจจะเกิดจากปฏิกิริยาในตัวเราเอง เช่น ปวดท้องอึขณะที่ขับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือความเครียดที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น หุ้นตก สูญเสียเงิน ถูกโกงแชร์ เป็นนายกโดนปฎิวัติ ฯลฯ

ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมาก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า มันคือภาวะที่บีบคั้น ที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้

ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียด ขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียด เมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมาก เนื่องจากมีพันธุกรรม หรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก

สาเหตุของความเครียดหลายอย่าง มันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเรา ให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์

กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้ และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่าง คือ

จดบันทึกประจำวัน

• จดบันทึกประจำวันสักหนึ่งสัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเรา ต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)

• จดบันทึกรายการของสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลา และพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน

หลังจากนั้น เราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้

ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่ง ในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่เราต้องทำ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด

• สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริง และขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำ และทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ

• จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญ โดยการโยนมันทิ้งไป

• เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น

• ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

• หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่า "แพลนเนอร์" เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้น เป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น

• สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมาก ให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหาก เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ


หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน

ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพ และในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้

ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้

• ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี

• สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจ ปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหา ที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตร เพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร

• รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้ มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มาก ก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงาน ก็จะช่วยได้บ้าง

• ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการปฏิเสธ หัด “Say No” กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจร ไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม

• หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกัน จะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที

• ทางออกของความเครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา

ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีผลดีต่อคุณ ก็จำเป็นต้องหาที่พึ่ง เช่น เข้าหาปรึกษาพระที่เราเคารพนับถือ เอาธรรมะเข้าข่ม หรือใช้มืออาชีพอย่างนักจิตวิทยา หรือให้จิตแพทย์ช่วยก็จะดีที่สุด อย่าลืมว่าความเครียดอาจจะทำให้ถึงตายได้ อย่าปล่อยให้มันเรื้อรัง



credit: http://www.yourhealthyguide.com/
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

Friday, December 16, 2011

มหัศจรรย์ “ดอกเก๊กฮวยขาว” มากคุณค่าจากธรรมชาติ (Chrysanthemum)

ดอกเก๊กฮวย หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า "chrysanthemum" (อ่านว่า ไค-แซน-ทา-มัม) คนไทยอาจคุ้นเคยกับดอกเก๊กฮวยมายาวนาน แต่สำหรับ “ดอกเก๊กฮวยขาว” เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่หากรับรู้ถึงคุณค่าความอัศจรรย์ของดอกเก๊กฮวยขาวแล้ว เชื่อว่าหลายคนอยากสัมผัสและรู้จักให้มากขึ้น

ดร.เรียม เตชะโสภณมณี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยชาขาวมากว่า 10 ปี และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชา Biotechnology, Flavor Technology สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่า เก๊กฮวยเป็นพืชล้มลุก ที่มีสรรพคุณเป็น “หยิน” หรือที่อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า มีฤทธิ์เย็น แก้กระหาย ระบายความร้อนได้ดี

ขณะที่มีงานวิจัยพบว่า เก๊กฮวยขาว มีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าเก๊กฮวยเหลือง ซึ่งเห็นดาษดื่นอยู่ทั่วไป คือ ช่วยดับร้อน แก้ร้อนในได้ดีกว่า รวมทั้งมีวิตามินซีสูง ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง มีส่วนช่วยให้กระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน

ความโดดเด่นของเก๊กฮวย ยังรวมไปถึงการมีสารออแกนิค ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็ก ที่มาจากธรรมชาติ ทั้งฟลาโวนอยด์ (flf lflavonoid) กรดอะมิโน สารไครแซนทีมิน (chrysan-themin) สารอะดีนีน (adenine) โคลีน (choline) สตาไคดรีน (stachydrine) และน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยรักษาและป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ช่วยขยายหลอดเลือด ลดการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคความดันโลหิตสูง

การเดินทางค้นหาและศึกษาเรื่องราวของ “ดอกเก๊กฮวยขาว” จึงพบว่า ดอกเก๊กฮวยขาว ยังถูกจำกัดด้วยแหล่งการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ดอกเก๊กฮวยขาวที่มีคุณภาพ มีความหอม เหมาะสำหรับการนำไปผลิตเป็นยา และเครื่องดื่ม ตามความนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เช่น ประเทศจีน ที่นิยมนำไปทำเป็นยา หรือเครื่องดื่มร้อนมายาวนานนับพันปี ส่วนในเมืองไทยเอง คุ้นเคยกับการนำดอกเก๊กฮวยมาทำเป็นเครื่องดื่มร้อน และเย็น

เก๊กฮวยขาว เป็นตัวแทนจากธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในเครื่องดื่มให้มนุษย์ได้บริโภค คุณค่าที่ผู้ดื่มได้รับจึงไม่ใช่เพียงการดับร้อนแก้กระหาย จากคุณสมบัติที่เก๊กฮวยขาวพึงมี แต่ยังมอบความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้กลับคืนมา จนก่อเกิดพลังงานอันอ่อนโยนที่ยากจะหาได้จากพืชพรรณสมุนไพรอื่น เก๊กฮวยขาวจึงมีคุณค่าเหนือความคาดหมายที่หลาย ๆ คนรู้จัก”

นอกจากเก๊กฮวยขาวแล้ว “ชาขาว” (white tea) ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าไม่ด้อยกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยของสถาบันวิจัยทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่า ชาขาวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในปริมาณที่สูงกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า สารในชาขาวช่วยให้ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือด ทำให้มีผู้นำชาขาวไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากชนิด ทั้งเครื่องสำอาง และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

การค้นพบคุณค่าของทั้งเก๊กฮวยขาว และชาขาว ถือเป็นการค้นพบมหัศจรรย์จากธรรมชาติอันแท้จริง ยิ่งเมื่อนำทั้งสองสิ่งมารวมกัน นอกจากจะได้เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ยังช่วยเสริมให้ร่างกายดีจากภายในสู่ภายนอกด้วย

“30 ปีที่ทำงาน และออกเดินทางค้นหาแต่สิ่งดี ๆ เพื่อนำมาวิจัยและต่อยอดพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ซึ่งดอกเก๊กฮวยขาว ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งที่ค้นพบ และประทับใจจนถึงทุกวันนี้ และจุดประกายให้ชีวิต มุ่งมั่นแต่นำเสนอสิ่งที่ดี จนทุกวันนี้สิ่งไม่ดี ทำไม่เป็น”

สุดท้ายแล้ว หากชาขาว เปรียบได้ดั่ง “ราชินีแห่งชา” (Queen of Tea) เก๊กฮวยขาวย่อมไม่แตกต่างกับ “มงกุฎราชินี” ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ที่มีคุณ



credit: http://www.jepata.com/

Tuesday, December 13, 2011

แซนด์วิชฟักทอง (Pumpkin Breakfast Sandwich)

วันนี้เรามีเมนูสุขภาพสำหรับอาหารเช้ามาฝากกันอีกแล้วค่ะ อาหารเช้าที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่ใครๆก็สามารถทำได้คงหนีไม่พ้น "แซนด์วิช"

แซนด์วิช (sandwich) เป็นขนมปังหั่นแบบคู่หนึ่งประกบกัน ตรงกลางมีไส้ต่างๆ แซนด์วิช มีหลากหลายชนิด ที่กินกันโดยทั่วไปจะมี แซนด์วิชแฮมชีส แซนหมูหยองน้ำพริกเผา แซนด์วิชปูอัดมายองเนส แซนด์วิชไก่ แซนด์วิชไข่ คลับแซนด์วิช แซนทูน่าชีส แซนด์วิช ถ้าเป็นแบบอเมริกันมักใช้ขนมปังทั้งแผ่น บางครั้งปิ้งด้วย ถ้าเป็นแบบอังกฤษมักเป็นชิ้นเล็กๆ รูปร่างของตัวแซนด์วิชเองก็มีหลากหลาย แซนด์วิชแบบสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แบบม้วนเรียกซูชิ แซนด์วิชแบบเย็น แซนด์วิชแบบตัองปิ้งกิน ถึงจะอร่อย

แต่สำหรับสูตรในวันนี้เป็นสูตรสำหรับคนทานมังสวิรัติ แต่คนที่ไม่ทานมังสวิรัติก็สามารถนำไปดัดแปลงทำรับประทานได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่ใส่ลงไปในแซนด์วิชค่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

แซนด์วิชฟักทอง (Pumpkin Breakfast Sandwich)


ส่วนผสม: ซอสฟักทอง (Pumpkin Maple Butter)

- ฟักทองนึ่งสุก 1/2 ลูก (หรือจะใช้ฟักทองกระป๋อง 1/2 กระป๋องได้เช่นกัน)
- น้ำเชื่อมเมเปิ้ล 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
- เกลือเล็กน้อย

วิธีทำซอสฟักทอง

1. นำฟักทองที่นึ่งสุกแล้ว ปลอกเปลือก แล้วยีเนื้อฟักทองให้ละเอียด ใส่หม้อเอาไว้

2. นำหม้อที่มีเนื้อฟักทองขึ้นตั้งไฟอ่อน-ปานกลาง ใส่น้ำมันมะกอกลงไป คอยคนหม้อตลอดอย่าให้ไหม้ ตั้งไฟให้พอเดือด

3. ใส่เกลือเล็กน้อยแค่พอหยิบมือ เพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม คนต่อสักพักพอเกลือละลาย แล้วปิดไฟได้เ่ลย

4. เติมน้ำเชื่อมเมเปิ้ลลงไปในหม้อ คนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นพักไว้ให้เย็น หรือจะนำใส่ภาชนะมีฝาปิดแล้วนำไปแช่ตู้เย็นก็ได้ ซอสฟักทองนี้สามารถทำเก็บไว้ได้ล่วงหน้า เพราะถ้าแช่เย็นจะทำให้เนื้อซอสข้นและเกาะตัวกันดียิ่งขึ้น

ส่วนประกอบ ไส้แซนด์วิช

- ไส้กรอกเจ หรือเนื้อหมูเจ*
- เห็ดอสไลด์ (จะเป็น เห็ดออริจิ เห็ดหอมสด หรือเห็ดแชมปิญอง ก็ได้)
- ผักกาดแก้วหั่น (หรือผักอื่นที่ชอบก็ได้)
- ซอสฟักทอง
- ขนมปังแบบสี่เหลี่ยม หรือขนมปังแบบก้อนกลม (ขนมปังตามชอบ ขนมปังแบบธรรมดา หรือแบบโฮลวีต ถ้าเป็นขนมปังฝรั่งเศสก็จะให้รสชาติที่อร่อยไปอีกแบบค่ะ)

* สำหรับคนที่ไม่ได้รับประทานมังสวิรัติ ก็สามารถดัดแปลงส่วนนี้ ให้เป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวสับปั้นก้อน แบบเดียวกับที่เอาไว้ใส่ในแฮมเบอร์เกอร์นั่นแหละค่ะ ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกหาซื้อกันได้ ในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไปค่ะ

อุปกรณ์ที่จำเป็น
- เตาปิ้งย่าง หรือเตาอบขนาดเล็กก็ได้

วิธีทำ แซนด์วิช

1. นำไส้กรอกเจ หรือเนื้อหมูเจ และเห็ดที่เราสไลด์เตรียมไว้แล้ว ไปปิ้งบนเตาปิ้งย่าง หรือในเตาอบ พอสุกเกรียมเล็กน้อย เสร็จแล้วพักไว้

2. จากนั้นปิ้งขนมปัง ถ้าใช้ขนมปังแบบก้อนกลม(แฮมเบอร์เกอร์) ก็ให้ผ่ากลางตามแนวนอนก่อน แล้วนำไปปิ้งให้ผิวกรอบเล็กน้อย (แต่ถ้าใช้ขนมปังแบบแผ่นก็ง่ายเลย สามารถปิ้งได้เลยค่ะ)

3. ทาด้วยซอสฟักทองที่เราทำไว้ ทาให้ทั่วแผ่นขนมปัง 1ด้าน แล้วนำเนื้อที่เราปิ้งหรือย่างเอาไว้แล้วมาวางบนซอสฟักทอง ตามด้วยเห็ด และผักกาดแก้ว

4. ทาซอสฟักทองบนขนมปังอีกแผ่น แล้วนำมาประกบด้วยบน (ถ้าเป็นขนมปังแผ่นใหญ่อาจจะหั่นให้มีขนาดเล็กลงได้)

เท่านี้แซนด์วิชฟักทอง (Pumpkin Breakfast Sandwich) ก็เป็นอันเสร็จ พร้อมเสริ์ฟแล้วค่ะ แล้วถ้าจะให้อร่อยต้องรับประทานตอนร้อนๆนะค่ะ



Credit / see original recipe at http://kblog.lunchboxbunch.com/

Saturday, December 10, 2011

"แซนด์วิชธัญพืช" เหมาะมากสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารเจ (veggie sandwich)

ในเมือเช้าอาจต้องเร่งรีบในการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ แซนด์วิสสักชิ้นสองชิ้นก็สามารถทำให้คุณอิ่มท้องได้แล้ว การเตรียมแซนด์วิชสเปรด (ครีมป้ายทาขนมปังทำแซนด์วิซ) เก็บไว้ในตู้เย็น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เมื่อหิวขึ้นมาเมื่อไร ก็สามารถนำมาทากับขนมปังกินได้ตลอด ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเมื้อเช้าเท่านั้น แต่สามารถทานเป็นอาหารว่าง หรือเมื่อไหร่ที่รู้สึกหิวได้ตลอดค่ะ

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ทานเจ อาจจะหาอาหารนอกบ้านทานยากสักหน่อย ส่วนใหญ่ถ้าเราปรุงอาหารทานเองจะสบายใจกว่า วันนี้เราจึงขอนำเสนอวิธีการทำแซนด์วิชสเปรด 2 ตำหรับ ที่เหมาะสำหรับผู้ทานเจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น "แซนด์วิชธัญพืช" ที่ดีต่อคุณภาพเป็นอย่างยิ่ง รับประทานคู่กับชาสมุนไฟรร้อนๆ ในตอนเช้าจะเข้ากันได้ดีมาก

สูตร 1 แซนด์วิช "สูตรฟักทอง"

เครื่องปรุง

- เนื้อฟักทองแก่ๆมันๆนึ่งสุกบดละเอียด 3 ถ้วยตรวง
- หัวกระทิ 1 ถ้วยตรวง *
- เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ แซนด์วิชสเปรด (สูตร 1)

1. ผสมเนื้อฝักทอง, หัวกระทิ, เกลือป่น ให้เป็นเนื้อเดียวกัน
2. เสร็จแล้วนำไปกวนในกะทะด้วยไฟอ่อน กวนจนเนื้อฟักทองเป็นครีมข้นและละเอียดดี
3. ตักขึ้นตั้งพักไว้ให้เย็น แล้วนำไปใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นานในตู้เย็น

* หากไม่อยากใช้กะทิ สามารถให้ใช้น้ำเต้าหู้แทนได้ แต่แนะนำให้ใช้กะทิจะดีกว่า เพราะฟักทองอุดมไปด้วยวิตามีนเอ ที่ต้องมีไขมันเป็นตัวช้วยในการดูดซึม

วิธีทำ แซนด์วิซ (สูตร 1)

1. ปิ้งขนมโฮลวีตพอหอม แล้วป้ายด้วยครีมฟักทองให้ทั่วแผ่น
2. โรยด้วย ผลไม้ อบแห้งเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น กล้วยตาก, ลำไย, ลูกเกด, อินทผาลัม, ลูกพรุ่น, ทำทีละแผ่นแล้วนำมาประกบคู่กัน
3. ตัดขอบขนมปังออกแล้วตัดครึ่งแซนด์วิชตามแนวทแยง จัดวางพร้อมเสิร์ฟ


สุตร 2 แซนด์วิช "สูตรงา"

เครื่องปรุง

- งาดำขั่วบดละเอียด 1 ถ้วย
- งาขาขั่วบดละเอียด 1 ถ้วย
- น้ำเต้าหู้ชนิดไม่ใส่น้ำตาล 3 ถ้วย
- น้ำตาลทรายแดง ¼ ถ้วย
- แป้งข้าวเจ้า ¼ ถ้วย

วิธีทำ แซนด์วิชสเปรด (สูตร 2)

1. ละลายแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาลทรายในน้ำเต้าหู้
2. จากนั้นใส่งาทั้งสองชนิดลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วนำขึ้นตั้งไฟ
3. กวนด้วยไฟอ่อนๆ จนมีลักษณะข้นเป็นครีมดี ยกออกจากเตาพักไว้ให้เย็น
4. ตักใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เก็บไว้ได้นานในตู้เย็น

วิธีทำ แซนด์วิซ (สูตร 2)

1. ปิ้งขนมปังโฮลวีตพอหอม แล้วป้ายด้วยครีมงาดำให้ทั่วแผ่น
2. โรยด้วย ธัยพืชแห้งชนิด ต่างๆ เช่นเมล็ดฟักทอง, อัลมอนด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, ข้าวโอ๊ต ทำทีละแผ่นแล้วนำมาประกบคู่กัน
3. ตัดขอบขนมปังออก แล้วตัดครึ่งแซนด์วิชตามแนวทแยง จัดวางพร้อมเสิร์ฟ




credit: http://www.xn--q3cped3cb5f8b6d.com/

Thursday, December 8, 2011

เคล็ดลับความงาม และประโยชน์ของ "น้ำมันมะพร้าว"

(Health and Beauty benefits of Coconut Oil)

ใครจะรู้ว่า น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีประโยชน์ได้มากมายขนาดนี้

"คุณค่า Virgin Coconut Oil น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100 %"

ปัจจุบันในแวดวงผู้ที่สนใจดูแลรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ กำลังให้ความสนใจนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติในการดูแลรักษาทนุถนอมผิวพรรณแทนการใช้เครื่อง สำอางบำรุงผิวต่างๆแต่น้ำมันมะพร้าวที่จะนำมาใช้ ควรเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ สกัดโดยวิธีธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น สี สารอาหารที่สำคัญต่างๆรวมทั้งคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื่น และการต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยทนุถนอมผิวหนังให้เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นลบรอยแผลเป็น รอยหมองคล้ำ นอกจากจะนำมาใช้ในการทาผิวพรรณ เพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดและภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว ยังใช้ลูบไล้เส้นผมช่วยให้ผมเป็นมันวาว และช่วยถนอมหนังศีรษะ

ในทางหลักของอายุรเวทแนะนำให้นวดตัวด้วยน้ำมันมะพร้าวก็ช่วยปรับสภาพผิวหนัง กระตุ้นการทำงานของระบบหมุนเวียน และระบบประสาท ช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวหนัง เนื้อเยื่อ และกระดูก แต่น้ำมันที่ใช้ต้องเป็นน้ำมันที่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน และไม่ใช้สารเคมี น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ยังเป็นสารตั้งต้นคุณภาพดีที่ใช้ในการผลิต ครีม โลชั่นบำรุงผิว สบู่ ครีมอาบน้ำ ซึ่งทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณภาพระดับสูง

การผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จะได้มาก็เฉพาะจากการสกัดจากเนื้อมะพร้าวสด ไม่มีการใช้ความร้อน ไม่ใช้สารเคมี (Cold process) จากการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำมันมะพร้าวที่สกัดด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นน้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพสูงมาก ยังคงมีกรดลอริค (Lauric acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีแร่ธาตุสารอาหารในปริมาณสูง น้ำมันยังคงรักษากลิ่น สี และรสชาติของมะพร้าวอยู่ ไม่สูญเสียไปเหมือนน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านการทำให้แห้งและกลั่นจากโรงงาน

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์กับการบำรุงผิวพรรณ

เป็นเวลานานมาแล้วที่หญิงสาวชาวตะวันออก ในประเทศเขตร้อนที่มีมะพร้าวมากจะใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ดูแลผิวหนัง ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่สกัดด้วยวิธีธรรมชาติ จะยังคงรักษาคุณสมบัติสารให้ความชุ่มชื่น และสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยปกป้องและซ่อมแซมผิวหนัง

เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์โดยตรงกับร่างกายได้หลายวิธี เช่น

• ใช้เป็นน้ำมันนวดตัว เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าพร้อมกระชับผิวให้เต่งตึงและนุ่มเนียน
• ให้หมักผมก่อนสระ (หมักทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง) หรือใช้ 1-2 หยด ลูบไล้เส้นผมหลังสระผมช่วยทำให้ผมเป็นเงางามนุ่มสลวย
• ใช้เป็นโลชั่น สามารถใช้เป็นโลชั่นทำความสะอาดเครื่องสำอางบนผิวหน้า ทาผิว ทามือ ทาแขนขา ป้องกันผิวแตกในหน้าหนาว ทาผิวหน้าท้องช่วงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันผิวแตกลาย
• ใช้ทาผิวเมื่อเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง เช่นปรับสภาพผิวที่ถูกแสงแดด
• ทาแผลน้ำร้อนลวก
• แก้โรคผิวหนังต่างๆ แม้แต่เด็กๆก็ใช้ได้

น้ำมันมะพร้าว จะซึมซาบผ่านผิวหนังอย่างรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะใช้ในปริมาณไม่มาก แต่จะคงอยู่ได้นาน ซึ่งจะต่างจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในท้องตลาด ที่ส่วนประกอบส่วนใหญ่มักจะเป็นน้ำ เช่นโลชั่น (Oil in water) ครีมทาผิว (Water in oil) เมื่อเริ่มใช้จะรู้สึกชุ่มชื้นแต่เมื่อน้ำระเหยหมดผิวก็จะกลับแห้งเหมือน เดิม นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ต้องมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่ด้วย แต่มักจะใช้น้ำมันที่ผ่านการกลั่นและความร้อนสูงคุณสมบัติทางธรรมชาติของ น้ำมันในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหล่านี้จึงหายไป

ลองคุยกับปู่ย่าตายาย ถามท่านว่าตอนหนุ่มๆสาวๆท่านมีเคล็ดลับในการดูแลผิวพรรณอย่างไร ท่านเหล่านั้นใช้น้ำมันมะพร้าวนี่เอง ในปัจจุบันไม่เฉพาะในแวดวงคนรักสุขภาพเท่านั้นในแวดวงความสวยความงามก็หันมา ใช้น้ำมันมะพร้าวในการดูแลผิวพรรณกันมาก ดาราภาพยนตร์สาวๆหลายคนก็เคยออกมาเผยเคล็ดลับนี้

ถึงแม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะเป็นน้ำมันที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลานานแล้ว แต่น้ำมันมะพร้าวที่สกัดด้วยวิธีแบบธรรมชาติกลับห่างหายไป จึงต้องมีการนำเข้าน้ำมันมะพร้าวมาจากต่างประเทศ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันจากพืชที่คนไทยใช้อุปโภคมาเป็นเวลานานแล้วใช้ทำ น้ำมันสลัด ทำมายองเนส ใช้ในการทำขนมปังกรอบ ทำนมข้นหวาน ไอศกรีม เป็นต้น น้ำมันมะพร้าวที่ผลิตได้ภายในประเทศแต่ละปียังคงถูกใช้เพื่อการบริโภคถึง ร้อยละ 60 ที่เหลือใช้ในอุตสาหกรรมทำสบู่ ผงซักฟอก แชมพู เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมพลาสติก ฟอกหนัง ผ้าใบ และใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดตะเกียงให้แสงสว่าง

**หมายเหตุ น้ำมันมะพร้าวจะจับตัวเป็นไขที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแต่คุณสมบัติต่างๆยังเหมือนเดิม ถ้าจะใช้ทาผิวก็สามารถทาน้ำมันลงบนผิวได้โดยตรงเพราะอุณหภูมิจากร่างกายของ เราจะทำให้น้ำมันมะพร้าวละลายเป็นน้ำมัน แล้วซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับเท้าสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

แม้ว่าคนยุคนี้จะไม่นิยมเดินด้วยเท้าเปล่า แต่ก็ใช่ว่าเท้าของเราจะไม่ต้องการการถนอมรักษาและการถนอมเท้านั้นสิ่งที่ ช่วยได้มากที่สุดและดีที่สุดก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นั่นเองคนโบราณจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าวเพียงเล็กน้อยมาถูทาเท้าก่อนเข้านอน เพื่อช่วยให้เท้านุ่มเนียนขึ้น เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการบำรุงและช่วยให้เกิดความอ่อนนุ่ม

# ตำหรับอายุรเวทบอกไว้ว่า "วิธีรักษาหูด-ตาปลา" มีสูตรดังนี้คือ

- น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วยตวง
- น้ำมันกรบูร 2 ช้อนโต๊ะ
- และน้ำมันสน 1 ช้อนโต๊ะ

กวนให้เข้ากันแล้วเทใส่ขวดแก้วเก็บไว้ใช้ทาลงบนหูด-ตาปลาวันละ 2 ครั้ง

# ส่วนปัญหา “ส้นเท้าแตก” ตำราบอกไว้ว่า

- ให้ใช้น้ำมันมะพร้าว 1/2 ถ้วยตวง
- กลีเซอรีน 1 ช้อนชา
- และน้ำกุหลาบ 2 ช้อนโต๊ะ

มาเทลงในขวดแก้ว แล้วเขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกัน และใช้ทาก่อนนอน เมื่อน้ำมันซึมเข้าสู่ผิวสนิทแล้ว ก็ให้สวมถุงเท้าทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อจะทำให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น



credit: http://bannjai.blogspot.com/

Monday, December 5, 2011

เกล็ดความรู้จาก "น้ำมันมะพร้าว"

(Knowledge about Coconut Oil)

1. น้ำมันมะพร้าวเป็นโทษกับร่างกายหรือไม่ ?

วงการแพทย์และนักโภชนาการสมัยใหม่ค้นพบแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกายเลย อันที่จริงสิ่งที่ให้โทษกับร่างกายคือน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีหรือน้ำมันพืชที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ในปัจจุบัน ดังที่เป็นข่าวในอเมริกาว่า ผู้ดำเนินกิจการอาหารฟาสท์ฟู้ดถูกฟ้องฐานทำให้ผู้บริโภคเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มีกรดไขมันทรานส์มาปรุงอาหาร

ในทางกลับกันน้ำมันมะพร้าวกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ไม่ทำให้อ้วนเพราะเผาผลาญได้เร็วจึงไม่สะสม และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น และความที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวจึงช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันในร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย

น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษแม้แต่กับเด็กเล็ก เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่นั่นเอง วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวที่ดีที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชชนิดอื่นๆในการปรุงอาหาร หรือจะรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 3-4 ช้อนชา เด็กวันละ 1-2 ช้อนชา โดยเฉลี่ยแบ่งรับประทานทีละน้อยจนครบจำนวนในแต่ละวัน หรือจะผสมในเครื่องดื่มร้อนๆเช่นโกโก้ร้อนหรือน้ำผลไม้อุ่นๆก็ได้ น้ำมะเขือเทศอุ่นผสมน้ำมันมะพร้าวมีรสชาติอร่อยมาก

2. คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวที่ดี ดูได้จากอะไรบ้าง?

คุณภาพของน้ำมันมะพร้าว เบื้องต้นดูได้จากมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข โรงงานที่ผลิต และน้ำมันมะพร้าว ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความใสไม่มีสี ปราศจากสารปนเปื้อน มีกลิ่นหอม ได้รับการรับรองและเลขสารบบ อย. บนฉลากขวด
แต่ก็สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ด้วยตนเองง่ายๆ ดังนี้

2.1. ความใส น้ำมันที่สะอาดจะมีความใส ลักษณะโปร่งแสง แต่อาจเปรียบเทียบคุณภาพความใสที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในขวดลักษณะเดียวกัน สีของพลาสติกหรือแก้ว อาจทำให้มีอิทธิพลกับสีได้บ้าง

2.2. กลิ่น ความหอมของน้ำมันมะพร้าว ต้องหอมอ่อนให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำมันสดใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน หรือเปรี้ยว ถึงแม้ว่าจะเปิดใช้แล้วกลิ่นต้องไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีผู้ผลิตบางรายดัดแปลงกลิ่น โดยใช้น้ำหอมสังเคราะห์กลิ่นมะพร้าว หรือ กลิ่นมะพร้าวน้ำหอมเข้าไป วิธีนี้จะทำให้มีกลิ่นหอมมากในตอนเปิดขวดหรือเปิดใช้ หลังจากนั้นความหอมจะจางลง และเปลี่ยนเป็นเหม็นเปรี้ยว และทำให้อายุของน้ำมันมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน

2.3. ความเบา น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก เวลารับประทานจะผ่านลำคอได้ง่ายและเร็ว มีความรู้สึกเหมือนละลายในปาก ในขณะที่กลืนลงคอไม่มีกลิ่นรุนแรง ไม่เลี่ยน

2.4. ความซึมเข้าสู่ผิว น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีโมเลกุลเล็ก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิว

3. ใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารแล้วมีกลิ่น / เทคนิคการรับประทานน้ำมันมะพร้าว

กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมีเหตุผล 2 ลักษณะ คือ

1. ความเคยชินของการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่ใช้สารเคมีฟอกสี ฟอกกลิ่นออกจนหมดจึงไม่ได้กลิ่นเวลาทำอาหาร

2. น้ำมันพืชบริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีใดเข้าไปดัดแปลง น้ำมันมะพร้าวก็เช่นกัน จะมีกลิ่นเฉพาะของน้ำมันมะพร้าว หากผู้บริโภคไม่เคยชิน อาจใส่ใบเตยหรือหอมซอยลงไปในน้ำมันก่อนทอด จะทำให้กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวลดลงได้มาก

เทคนิคการับประทานน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ

1. ใส่ผสมในน้ำผลไม้ (สูตรของ ดร.ณรงค์โฉมเฉลา ใส่ลงในน้ำส้มคั้นรับประทานทุกวัน)
2. ใส่ในแกงจืด อาหารแกงต่างๆ
3. ใช้เป็นน้ำสลัด
4. ราดบนน้ำแข็งใส ไอศกรีม (สูตรนี้เด็กชอบรับประทาน)
5. ใช้ทอดอาหาร อาหารจะไม่ชุ่มน้ำมัน และมีความกรอบได้นาน
6. ใส่ลงไปพร้อมการหุงข้าว จะทำให้ได้ข้าวนุ่ม หอม อร่อย (สูตรพิเศษใส่กระเทียมเล็ก 5-6 กลีบ และใบเตยโรยเกลือนิดหน่อยจะยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น)

4. เวลาน้ำมันมะพร้าวเป็นไข

น้ำมันและไขมันมีความแตกต่างกันอย่างไร น้ำมัน และไขมันมักจะถูกใช้แทนที่กันเสมอ น้ำมันมีสถานะเป็นของเหลว ส่วนไขมันมีสถานะเป็นของแข็ง น้ำมันทุกชนิด สามารถกลายเป็นไขได้ แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน น้ำมันมะพร้าวเป็นไข (แข็งตัว มีลักษณะเป็นครีมขาว) ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25ºc เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันอิ่มตัวสูง จึงเปลี่ยนเป็นไขเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสภาพเป็นครีมขาว ณ ที่จุดวางขาย หากมีอุณหภูมิเย็น (และจะเปลี่ยนกลับเป็นน้ำมันใสดังเดิมที่อุณหภูมิสูงกว่า 25ºc)

ไขของน้ำมันมะพร้าวไม่ใช่น้ำมันเสีย แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของน้ำมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณซื้อมาจากชั้นวางขาย หรือวางไว้ในห้องแอร์ น้ำมันมะพร้าวอาจเป็นไขได้ คุณเพียงแต่ละลายไขนั้นด้วยการนำออกไปวางในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ หรือวางไว้ในบริเวณที่ใกล้แสงแดด (ไม่ควรตากแดด เพราะหากลืมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ความร้อนที่สะสมอาจมีผลกับภาชนะบรรจุ)

ถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นผลิตผลของพืชเมืองร้อน แต่กลับเป็นที่นิยมของคนที่อยู่ในเขตหนาว การเป็นไขของน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสมจึงใช้เป็นกระปุกปากกว้าง เพื่อใช้ตักแทนการเท การริน และขณะนี้การสั่งน้ำมันมะพร้าวออกไปขายยังประเทศเหล่านั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ

5. SHELF LIFE ของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวที่ดีจะมี SHELF LIFE (อายุของผลิตภัณฑ์) นานมาก MCFAS (กรดไขมันสายปานกลาง) จะมีคุณสมบัติเป็นสาร ANTIOXIDANTS ทำให้ป้องกันการเสียได้นาน จากผลทดลองในห้อง LAB ของฟิลิปปินส์ น้ำมันมะพร้าวที่บรรจุในกระปุกและเปิดฝาทิ้งไว้ มี SHELF LIFE นานกว่า 5 ปี

แต่ถ้าน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ หืนแล้ว ไม่ควรรับประทาน เพราะกลิ่นที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากมีความชื้นเข้าไปรวมตัวกับน้ำมันมะพร้าว เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระ

เพราะฉะนั้นศัตรูที่สำคัญที่สุดของน้ำมันมะพร้าว คือความชื้น ขั้นตอนการ DRY OIL คือการกำจัดความชื้นออกจากน้ำมันมะพร้าว เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อต้องการน้ำมันมะพร้าวที่ดี การดมกลิ่นจึงสามารถใช้เป็นมาตรฐานการเลือกซื้อเบื้องต้นได้ และหลังจากเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ห่างจากการเปียกน้ำ และความชื้น จะทำให้มีอายุการใช้งานได้นาน

6. ทำไมรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วท้องระบาย และทำไมรับประทานน้ำมันแต่ละยี่ห้อท้องระบายไม่เท่ากัน

ในลำไส้ใหญ่ของเราจะอุดมไปด้วย PROBIOTIC แบคทีเรียชนิดดีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อยีสต์ และเชื้อรา (ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบ เชื้อราในช่องคลอด) เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ซึ่งมีมากใน ผัก ผลไม้ PROBIOTIC จะใช้เอนไซม์ช่วยย่อย สิ่งที่ได้หลังการย่อย จะได้เป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) และกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) ในสภาวะที่อุดมไปด้วยกรดไขมันนี้เป็นสภาวะที่เอื้อให้ PROBIOTIC เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การย่อยในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงขับถ่ายเร็วขึ้น และขับของเสียออกมาอย่างสะดวกสบายท้อง

น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) จึงมีผลต่อ PROBIOTIC ทันทีที่น้ำมันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวไปได้ไม่นาน จะรู้สึกเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย บวกกับคุณสมบัติความลื่นของไขมันจึงช่วยส่งเสริมให้การขับถ่าย ไหลลื่น สะดวดรวดเร็ว

การขับถ่ายที่สะดวกนี้ไม่เหมือนการขับถ่ายที่เกิดจากการรับประทานอาหารผิดสำแดง ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกายไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเกลือแร่ ไม่มีผลอันตรายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนเช่นรับประทานยาระบาย เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า ลำไส้ของเรามีความไวต่อเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ปรับจำนวนการรับประทาน และเวลาที่สะดวกในการขับถ่าย ก็จะเหมาะสมและสะดวกขึ้น

นอกจากคุณสมบัติของ MCFAs ที่ช่วยให้การขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีแล้ว และหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าวพร้อมกันหลายยี่ห้อและให้ผล จำนวนการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่นบางยี่ห้อรับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ บางยี่ห้อต้องรับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะ จึงจะมีผลในการขับถ่ายเหมือนกัน ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีความแตกต่างกันที่ความสะอาดในการผลิต ยี่ห้อที่รับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะน่าจะมีความสะอาดในการผลิตมากกว่า และควรกลับไปพิจารณาเปรียบเทียบในคุณสมบัติข้ออื่นๆ (จากหัวข้อวิธีดูคุณภาพน้ำมันมะพร้าว ดูได้อย่างไร) หรือสอบถามได้โดยตรงกับผู้ผลิต

7. ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด

คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ)

น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน หรือ ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION เกิดเป็นอนุมูลอิสระ และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว

สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี

1. แสงสว่าง
2. ความร้อน
3. ออกซิเจน
4. ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT)
5. โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว

ในขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก

ปัจจุบันคนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL) ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว

ถึงแม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14% ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง 77% และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9% ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก และไม่ใช้ความร้อนสูง

ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูง อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD PRESSED) และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION จากอากาศและแสง



credit: http://www.baanmaha.com/

Saturday, December 3, 2011

"น้ำมะพร้าว" น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ มากคุณประโยชน์ (Coconut water is mineral water)

น้ำมะพร้าว...มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

"น้ำมะพร้าว" ถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ เพราะต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงบริสุทธิ์มาก และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย

น้ำมะพร้าวอ่อน เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ (mineral water) และถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นนั้น เป็นมะพร้าวที่มีอายุประมาณหนึ่งเดือน มีน้ำบรรจุอยู่ในผลประมาณ 90% ซึ่งมีปริมาณของน้ำต่อผลอยู่ในช่วง 400 - 465 ซีซี ซึ่งเมื่อดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนหนึ่งผล จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินบี และวิตามินซี ที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายต่อวัน ได้โดยไม่ต้องเพิ่มจากแหล่งอื่นซึ่งปริมาณของวิตามินเหล่านี้ได้แก่ niacin, pantothenic acid, biotin, riboflavin, folic acid ,thiamin pyridoxine และยังมีเกลือแร่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญเช่น sodium, potassium, calcium, magnesium, iron, copper, phosphorus, อันให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี

น้ำมะพร้าวดื่มได้ทุกวัน อีกทั้งยังดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่ง เพราะไม่ทำให้เกิดพิษหรือทัอกซินขึ้นในร่างกาย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตและโรคเบาหวานไม่ควรดื่ม เพราะน้ำมะพร้าวมีความหวาน อาจจะไม่เหมาะกับโรคดังกล่าว

• น้ำมะพร้าวช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์

การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย

• น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวพรรณสดใส

น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกค่ะ

• น้ำมะพร้าว "Sport Drink" จากธรรมชาติ

เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

ปัจจุบันทาง FAO ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนา "น้ำมะพร้าวอ่อน" เป็น Sport Drink อันเนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ที่สำคัญสูงและยังได้รับการยืนยันในทางการแพทย์ในส่วนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจอีก น้ำมะพร้าวอ่อนได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิดเช่นอหิวาตกโรค คนไข้ที่มีภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และช่วยขับปัสสาวะ ในคนไข้โรคหัวใจ โรคตับและโรคไต และที่สำคัญยังช่วยรักษาในคนไข้ที่เป็น โรคท้องมาน (As cites)

และในทางอายุรเวชน้ำมะพร้าวถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ช่วยในการรักษาและมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ช่วยล้างพิษ ขับของเสียออกจากร่างกาย และรักษา โรคกระเพาะ โดยถือว่าน้ำมะพร้าว (Coconut water) เป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นมะพร้าวกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงมีความบริสุทธิ์สูง น้ำมะพร้าวเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปได้ง่าย

• น้ำมะพร้าวเป็นอาหารบริสุทธิ์


น้ำมะพร้าว เป็นอาหารบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย นอกจากนั้นมะพร้าวยังเป็นผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูง สามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไป หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณในการขับพยาธิ สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้ในเวลาอันรวดเร็วได้


** น้ำมะพร้าวเปิดลูกแล้วควรดื่มทันที ไม่ควรทิ้งไว้นาน ถ้าเราตัดหรือหั่นผลไม้ อย่าทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมง แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตามค่ะ ควรกินให้หมดในครั้งเดียว ผลไม้แต่ละอย่างจะมีพลังชีวิต ถ้ากินผลไม้สุกจากต้นจะได้รับพลังชีวิตสูง หากเก็บทิ้งค้างไว้ พลังชีวิตหรือคุณค่าของผลไม้จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บค่ะ

ฉะนั้นอย่าลืมดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองค่ะ



credit:
http://variety.teenee.com
http://www.krubanchang.com

Wednesday, November 30, 2011

กินอะไรดี? เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่

“อาหารคือยา” นับเป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึงความเชื่อในพลังแห่งการเยียวยาของอาหาร คนสมัยโบราณจึงกินอาหารตามฤดูกาล เพราะเชื่อว่าเหมาะกับสภาพร่างกายในช่วงนั้น เช่น กินแตงโมในหน้าร้อน เพื่อเติมน้ำให้กับร่างกาย และไม่ต้องใช้พลังงานในการย่อยมาก หรือกินซุปร้อนๆ ในหน้าหนาว เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น แล้วสำหรับหน้าฝนซึ่งไข้หวัดมักถามหาอย่างเช่นตอนนี้ เราควรจะกินอะไรกันดี ร่างกายจึงจะแข็งแรง ปลอดหวัด



กินอะไรดี เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่
(What to Eat When You Have the Flu)



รู้จักประโยชน์ของสารอาหาร
สารอาหารเป็นส่วนประกอบพิเศษของอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ร่างกายเติบโต และแข็งแรง สารอาหารประกอบด้วยวิตามิน เกลือแร่ กรดไขมัน กรดอะมิโน และน้ำ รวมถึงแหล่งของพลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน สารอาหารบางอย่างร่างกายสร้างเองได้ แต่ก็มีสารอาหารอีกหลายชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ด้วยเหตุนี้การขาดสารจึงนำไปสู่การเจ็บป่วยได้

โปรตีน อาหารพื้นฐานสำคัญ
ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ก็ตาม โปรตีนจัดเป็นสารอาหารจำเป็นที่จะช่วยรักษาและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง โดยเนื้อแดงที่ไม่มีไขมัน เนื้อสัตว์ปีก ปลา พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์นม ไข่ และถั่วต่างๆ ถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี สำหรับปริมาณโปรตีนที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน คือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรต้องการโปรตีนมากขึ้นอีก 6 กรัมต่อวัน

นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้เราได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ อย่างเช่นวิตามินบี6 และวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง โดยวิตามินบี 6 จะอยู่ในอาหารโปรตีนจำพวกถั่ว เนื้อวัว รวมถึงยังพบในมันฝรั่ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ธัญพืช (เช่น เมล็ดทานตะวัน ข้าว) ส่วนวิตามินบี 12 มีในเนื้อแดง ตับ นม ปลา เต้าเจี้ยว น้ำปลา กะปิ

ซีลีเนียม (selenium) และสังกะสี ก็เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยรักษาระบบภูมิคุ้นกันให้แข็งแรงด้วย โดยอาหารโปรตีนที่มีแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ ถั่ว เนื้อวัว และสัตว์ปีก

ฟลาโวนอยด์เสริมภูมิต้านทาน
สารฟลาโวนอยด์เป็นหนึ่งในสารอีก 4,000 ชนิดที่ทำให้ผักและผลไม้มีสีต่างๆ โดยมีการค้นพบว่าสารฟลาโวนอยด์ที่พบในรกส้ม (เยื่อขาวๆ ที่กลีบส้ม) จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และยังเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบฟลาโวนอยด์ในมะนาวอีกด้วย

สารอาหารที่ช่วยต่อต้านการติดเชื้อ
สารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ คือกลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งมีมากในเนื้อแตงโม และยังพบในพืชตระกูลผักกาด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี บรอคโคลี

อาหารที่ควรกินและหลีกเลี่ยงเมื่อมีน้ำมูก
สำหรับบางคน ผลิตภัณฑ์นมจะทำให้ร่างกายผลิตน้ำมูกมากขึ้น ถ้าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์จากนมสัก 2-3 วัน ที่สำคัญผลิตภัณฑ์นมอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนหนักขึ้นได้

ขณะที่น้ำส้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำส้มที่มีเนื้อส้มด้วยจะอุดมด้วยวิตามินซีและกรดโฟลิก ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นักวิจัยบางคนจึงแนะนำว่า วิตามินซี น่าจะมีส่วนช่วยลดเวลาป่วยจากหวัดและไข้หวัดใหญ่

อาหารและเครื่องดื่มเมื่อมีอาการคลื่นไส้
วิธีที่ดีที่สุด เมื่อคุณรู้สึกคลื่นไส้ หรืออาเจียนตอนเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ คืองดการกินอาหาร แต่ควรจิบน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ รวมถึงควรจะดื่มเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ น้ำซุปผัก น้ำขิง เครื่องดื่มเกลือแร่ โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ เช่น ครั้งละ 1 แก้ว (120-240 ซีซี) สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 30 ซีซี (หรือน้อยกว่า) สำหรับเด็ก

นอกจากนี้การดื่มชา(ที่ปราศจากกาเฟอีน)ผสมกับน้ำผึ้ง ก็จะช่วยเคลือบลำคอและบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดี จำไว้ว่าเครื่องดื่มอุ่นๆ จะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ และหากกระเพาะอาหารของคุณทำงานได้ดีขึ้นก็ควรลองรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีรสจืด เช่น กล้วย ข้าวต้มอ่อนๆ เพื่อทำให้ระบบการย่อยอาหารกลับมาทำงานได้ตามปกติ และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

ซุปไก่ช่วยแก้หวัดได้เหมือนกัน
วารสาร Chest ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่ยืนยันว่า ซุปไก่มีผลช่วยในการต่อต้านการติดเชื้ออย่างอ่อนๆ ได้ จึงช่วยลดการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ จมูก คอหอย กล่องเสียง ฉะนั้นเมื่อคนในบ้านเป็นหวัด คุณแม่อาจจะลงมือเคี่ยวน้ำซุปให้กินอุ่นๆ ก็น่าจะช่วยได้เยอะทีเดียว

ที่สำคัญเมื่อฟื้นไข้แล้ว ก็อย่าลืมรับประทานอาหารที่หลากหลาย อุดมไปด้วยผักผลไม้หลากสีสัน รวมถึงพืชตระกูลถั่วที่อุดมไปด้วยสารพฤกษเคมี เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ที่สำคัญควรเข้านอนแต่หัวค่ำ และนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง เพื่อที่สุขภาพจะได้กลับมาแข็งแรงดังเดิม

ถ้าออกกำลังกายได้อีกอย่างก็จะช่วยให้ร่างกายของคุณปลอดภัยจากหวัดได้มากขึ้น



credit: http://www.healthtoday.net

Sunday, November 27, 2011

เลือกรับประทานอาหารอย่างไร ให้หัวใจแข็งแรง (Heart healthy eating)

กินอย่างไรหัวใจแข็งแรง

ข่าวร้าย คุณหมอเพิ่งบอกคุณหยกๆ ว่า ระดับคอเลสเตอรอลของคุณสูงเกินไป ความดันโลหิตก็สูงขึ้น น้ำหนักก็เกินไป 15 กิโลกรัม ขณะที่ตัวคุณเองก็จำไม่ได้ว่าออกกำลังกายครั้งสุดท้ายเมื่อไร คุณหมอจึงยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง คุณจะต้องทุกข์ทรมานจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ข่าวดีก็คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจะช่วยให้สถานการณ์ทางด้านสุขภาพของคุณดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และที่ขาดไม่ได้คือ "การเปลี่ยนแปลงในเรื่องอาหารการกิน"

เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวอย่างเนื้อแดง จะทำให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่อาหารที่มีเกลือโซเดียมมากจะทำให้ความดันโลหิตสูง รวมถึงอาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบและโรคหัวใจ แต่การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นจะช่วยให้คุณแข็งแรง ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ ถ้าหากว่าคุณทำสิ่งเหล่านี้

กินปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือปลาไทยๆ อย่างปลาสวาย ปลาทู ก็อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบ และทำให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

เลือกใช้น้ำมันและไขมันที่ดี ไขมันมีมากมายหลายประเภท เช่น

ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ เนย น้ำมันมะพร้าว จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งหากคุณมีคอเลสเตอรอลสูงก็ควรหลีกเลี่ยงการกินไขมันประเภทนี้ไว้ก่อนจนกว่าคอเลสเตอรอลจะต่ำลงและมีน้ำหนักที่เหมาะสม ฉะนั้นหากคุณพิสมัยการกินเนื้อแดงก็ขอให้หันไปหาแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว ถั่วชนิดต่างๆ หรืออาหารทะเล แทน

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fat) พบในน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันคาโนล่าร์ รวมถึงในอัลมอนด์ และอะโวคาโด โดยไขมันชนิดนี้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดโดยจะลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (แอลดีแอลคอเลสเตอรอล) แต่ไม่ลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอลคอเลสเตอรอล) ฉะนั้นหากปรุงอาหารครั้งต่อไปควรเลือกใช้น้ำมันเหล่านี้

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fat) ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็น 2 ชนิด คือ กรดไขมันไลโนเลอิก หรือที่รู้จักกันในนามของ โอเมก้า-6 และกรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิก หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า โอเมก้า-3 ซึ่งคนส่วนมากจะได้รับโอเมก้า-6 เพียงพอจากอาหารที่รับประทาน แต่มักได้รับโอเมก้า-3ไม่เพียงพอ จึงควรกินปลาอันเป็นแหล่งสำคัญของโอเมก้า-3 หรือใช้วอลนัท น้ำมันแฟล็กซีด น้ำมันคาโนล่า ในการปรุงอาหาร

เพิ่มใยอาหาร ใยอาหารชนิดที่อุ้มน้ำดี อย่างเช่นใยอาหารที่พบในผักคะน้า ถั่วฝักยาว ใบกุยช่าย แครอท หรือในผลไม้อย่างมะม่วงดิบ กล้วย ส้ม เป็นใยอาหารที่จะช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ขณะที่ใยอาหารที่พบในธัญพืชไม่ขัดสีจะช่วยควบคุมการดูดซึมน้ำตาล รวมถึงช่วยให้รู้สึกอิ่ม และช่วยให้ระบบการย่อยอาหารแข็งแรงด้วย

ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ คุณจึงควรหันมาดื่มนมถั่วเหลือง หรือใช้เต้าหู้ หรือแป้งจากถั่วเหลืองในการปรุงอาหาร

เลือกแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี ควรอยู่ห่างๆ จากอาหารรสหวาน อย่างลูกอม ขนมหวาน เค้ก หรือคุกกี้ เพราะอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะเพิ่มไตรกลีเซอไรด์ และทำให้โรคหัวใจแย่ลง สำหรับแหล่งคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดีก็อย่างเช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีท รวมถึงผักและผลไม้หลากหลายสี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และพฤกษเคมีต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพ เราจึงควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น

เลือกแหล่งโปรตีนที่ดี อาหารโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงด้วย ฉะนั้นจึงควรเลือกรับประทานเนื้อไม่ติดมัน ปลา โปรตีนจากพืช อย่างเช่น พืชตระกูลถั่ว ถั่วต่างๆ และเมล็ดธัญพืช ซึ่งพืชที่มีโปรตีนเหล่านี้ยังเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่ดีต่อสุขภาพด้วย ส่วนเนื้อแดง แม้ว่าจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและเกลือแร่ แต่ก็มีไขมันอิ่มตัวที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ฉะนั้นหากต้องการรับประทานเนื้อแดง ก็ควรเลือกในส่วนที่มีไขมันต่ำ และควรรับประทานเพียงชิ้นเล็กๆ แต่ควรกินปลาอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกินพืชที่มีโปรตีนทุกวัน

เลือกวิธีปรุงอาหารที่เหมาะสม นอกจากการนึ่ง การย่างแล้ว การผัดหรือทอดด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนล่าเพียงเล็กน้อยก็ยังเป็นวิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการทอดในน้ำมันปริมาณมาก ส่วนไก่ควรเลาะบริเวณที่เป็นหนังออก แล้วใช้วิธีการอบแทนการทอด เช่นเดียวกับปรุงอาหารประเภทปลา ส่วนการนึ่ง จะช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารในผักได้ดีกว่า ที่สำคัญอย่าใส่ซอสปรุงรสมากจนเกินไป หรืออาจจะเติมเกลือเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติแทน

ลดเกลือโซเดียม ใช้เครื่องเทศหรือสมุนไพรในการปรุงรสอาหารแทนการใช้เกลือโซเดียมในปริมาณมากๆ ที่สำคัญควรอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียดเมื่อเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูป เพราะส่วนมากอาหารเหล่านี้มักใส่เกลือโซเดียมในปริมาณสูง

รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ การรับประทานอาหารในขนาดหรือปริมาณที่พอเหมาะ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง เพราะการรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป ทำให้คุณได้รับแคลอรีล้นเกิน ดังนั้นหากจะรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเลือกชิ้นที่ใหญ่ไม่เกินขนาดของไพ่ 1 สำรับ ส่วนพาสต้าหรือมันฝรั่งไม่ควรมีปริมาณมากกว่าขนาดของลูกเบสบอล สำหรับผักใบเขียว หรือผักสลัดควรรับประทานไม่น้อยกว่า 2 ฝ่ามือ และไม่ควรราดด้วยมายองเนสที่เข้มข้น

พึงระลึกไว้ว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารอาจจะต้องใช้เวลา แต่หากทำได้ก็แสนจะคุ้มค่ากับความอดทน เพราะจะได้สุขภาพและหัวใจที่แข็งแรงเป็นรางวัลตอบแทนนะค่ะ


credit: http://www.healthtoday.net

Wednesday, November 23, 2011

"ดื่มชา" มีประโยชน์แต่ก็มีโทษมหันต์! (How to drink tea)

"ดื่มชา" มีประโยชน์แต่ก็มีโทษมหันต์!

คุณทราบไหมว่า ในปีหนึ่งๆ คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 4-5 เท่า โดยกำหนดไว้ที่ปริมาณ 6 ช้อนชาต่อวัน แต่คนไทยกินมากกว่าถึง 18-20 ช้อนชาต่อวัน ยิ่งในช่วงกระแสคลั่ง “น้ำชา” กำลังรุนแรง จะชาเขียว ชาขาว หรือชาอะไรก็ช่าง ในขวดชาพร้อมดื่มทั้งหลายที่ประเดประดังมาหลอกล่อเราอยู่นี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากปัญหาเรื่อง “น้ำตาล” ที่มากับชาพร้อมดื่มทั้งหลายแล้ว ยังมีข้อควรรู้และข้อพึงระวังในการดื่มชาที่สำคัญ ได้แก่


1. ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา ในใบชามีกรดแทนนิก (Tannic Acid) ประกอบอยู่ ยิ่งใบชาเกรดต่ำก็ยิ่งมีกรดแทนนิกสูง กรดนี้จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร ฉะนั้นจึงต้องไม่ดื่มน้ำชาร่วมกับยา เพราะกรดในน้ำชาอาจจะทำให้สรรพ สารต่างๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่อยาที่กินเข้าไป อาจทำให้คุณสมบัติของยาเจือจางหรือเสื่อมสภาพลง หรือขั้นร้ายแรงอาจกลายเป็นสารพิษได้ ถ้าหากอยากดื่มควร ดื่มก่อนหรือหลังทานยาประมาณ 2 ชั่วโมง

2. ไม่ควรดื่มชาก่อนนอน เพราะคาเฟอีนในน้ำชาจะทำให้นอนไม่หลับ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ คนชรา และเด็กเล็ก

3. ไม่ควรดื่มชาร้อนจัด เพราะการดื่มของร้อนจัดมีผลข้างเคียงต่อช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ อาจทำให้เนื้อบางส่วนในช่องปากตาย และอาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

4. ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องหรือมีอาการไตวาย ไม่ควรดื่มน้ำชามาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยและไตต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพของไตยังทำงานได้ไม่เต็มที่

5. เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะกรดแทนนิกเมื่อรวมตัวกับธาตุเหล็กในกระเพาะอาหารและลำไส้ จะกลายเป็นสารที่ไม่สามารถละลายได้ ทำให้เด็กเล็กไม่เติบโต มีอาการขาดธาตุเหล็กและเป็นโรคโลหิตจางได้

6. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจอุดตันไม่ควรดื่มน้ำชาเข้มข้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป หากความดันโลหิตขึ้นสูงมาก หรือหัวใจถูกกระตุ้นมากเกินขีดจะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างรวดเร็วฉับพลัน

7. ผู้ที่มีไข้สูง ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะด่างในน้ำชาจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กรดแทนนิกในน้ำชายังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการขับเหงื่อของร่างกายทำงานบกพร่อง คนที่เป็นไข้ซึ่งต้องการการขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนจึงไม่ควรดื่มชานั่นเอง

8. ปกติสารโพลีฟีนอล ในน้ำชาเขียวจะช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ แต่ถ้าดื่มชาที่เข้มข้นมากเกินไปจะทำให้ท้องผูก

9. ในชาเขียวมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 30-40% ของกาแฟ ถ้าดื่มมากๆ ก็จะทำให้ใจสั่น ตาลาย มึนงงเหมือนกับดื่มกาแฟเช่นกัน

Sunday, November 20, 2011

เคล็ดลับในการทานอาหาร เพื่อให้นอนหลับสบายตลอดคืน เคล็ดลับ การทานอาหาร เพื่อให้นอนหลับสบายตลอดคืน (Food tips for sleeping throughout the night)

อาหารทุกมื้อ มีความสำคัญกับการนอน

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ขณะที่ผลเสียของการนอนไม่เพียงพอคือทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพ น้ำหนักตัวเพิ่ม ไม่สดชื่น อ่อนล้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คุณนอนหลับได้ดีก็คือ อาหารทุกมื้อที่คุณรับประทานเข้าไปนั่นเอง

อาหารเช้า
การวางแผนรับประทานอาหารเพื่อการนอนหลับที่ดีนั้น ไม่ได้เริ่มที่มื้อก่อนนอน หรือมื้อเย็นเพียงมื้อเดียว แต่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่มื้อแรกหรืออาหารเช้ากันเลย เพราะอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมลุย เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เราจึงควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันในมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ ที่สำคัญนอกจากจะรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหิวมากในมื้อต่อไป และมักจะกินอะไรที่อยู่ตรงหน้า โดยขาดความยับยั้ง

อาหารว่างเช้า
สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยชินกับการรับประทานอาหารเช้าในปริมาณมาก ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย เช่น แซนด์วิช ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ หรือผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ดอง

อาหารกลางวัน
พลังงานของอาหารมื้อนี้ควรน้อยกว่าอาหารมื้อเช้า โดยอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากข้าว หรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก ขนมปังโฮลวีท และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมถึงควรมีผัก และผลไม้เป็นประจำ หรืออาจจะกินขนมสลับบ้างก็ได้ แต่ควรเน้นขนมที่ทำจากถั่ว เช่น ถั่วเขียวต้ม ถั่วแปบ เต้าส่วน เพราะมีแมกนีเซียมสูง ส่วนครื่องดื่มควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสม

อาหารว่างบ่าย
เป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อสุขภาพการนอนที่ดี ดังนั้นตั้งแต่มื้อนี้เป็นต้นไปเราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง แต่ถ้ารู้สึกง่วงให้ดื่มชาเขียวอ่อนๆ แทน หรือจะรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่วต่างๆ ก็ได้ รวมถึงควรเลือกดื่มนมวัวพร่องไขมัน นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังมีแคลเซียมสูง ป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งเป็นปัญหารบกวนการนอนในเวลากลางคืน

อาหารเย็น
เป็นมื้อที่ใกล้เวลานอนที่สุด มีข้อแนะนำที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้หลับอย่างสบาย ดังนี้
  • กินอาหารเย็นตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และควรกินก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการนอนเป็นอย่างมาก

  • ลดไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง อาหารทีมีฤทธิ์เป็นธาตุร้อน เช่น อาหารทอด อาหารมัน แกงกะทิ ขนมที่มีครีมเข้มข้น อาหารเผ็ดจัด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารดิบ น้ำอัดลม เพราะอาหารเหล่านี้จะย่อยยาก ร่างกายต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้มื้อเย็นจึงควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ซึ่งการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น อย่างเช่น ซุป หรือ แกงจืด จะย่อยง่ายกว่าแกงกะทิ ผัดผัก ดังนั้นจึงควรเลือกปลานึ่ง ไข่ตุ๋น แทนปลาทอด หรือไข่เจียว รวมถึงเลือกเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่มีหนังและมัน สำหรับมื้อเย็น

  • จำกัดปริมาณผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งมักจะมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ถ้าชอบรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรเลื่อนไปเป็นมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันแทน นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานผลไม้แทนอาหารเย็น รวมถึงไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลไม้ครั้งละมากๆ เพราะสารอาหารหลักของผลไม้คือคาร์โบไฮเดรทหรือน้ำตาล แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ

  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด มื้อเย็นเป็นมื้อที่มีเวลาในการรับประทานมากกว่ามื้ออื่น จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่เราควรเคี้ยวอาหารหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายคือ ทำให้อิ่มง่าย ไม่รบกวนการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้

  • กินข้าว แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก หรือโรยข้าวด้วยจมูกข้าวเป็นประจำทุกมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมทริปโตเฟน (Tryptophan) และกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ดี แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ

  • เมนูปลา ถ้าร่างกายมีภาวะเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ดังนั้นลองเลือกเมนูจากปลาทะเล ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ต่อต้านความเครียด เช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดคี่นไช่ ปลาย่างซีอิ้ว ปลานึ่ง สเต็กปลา เป็นเมนูประจำสำหรับมื้อเย็น

  • ลดโซเดียม เกลือหรือโซเดียมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระสับกระส่ายนอนหลับยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทีมีโซเดียมสูง เช่น ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงการปรุงอาหารเค็มจัดและใส่ผงชูรสปริมาณมากด้วย

นอกจากความสำคัญของอาหารทุกมื้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่อาจจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นดังนี้
  • ผลไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ กล้วย อินทผลัม ลูกพรุน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน โดยสมองจะนำทริปโตเฟนไปสร้างสารเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งถ้าร่างกายมีสารตัวนี้เพียงพอ ก็จะเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ให้มีมากขึ้น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด อารมณ์ดี นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยนอกจากในผลไม้แล้ว ทริปโตเฟนยังพบมากในนม เผือก มัน สาหร่ายทะเล และงา

  • เพิ่มวิตามิน B6 B12 เพราะวิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสังเคราะห์เซโรโทนิน ขณะที่วิตามินบี 12 จะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งเมนูที่มีวิตามิน 2 ตัวนี้สูงก็คือ ข้าวโอ๊ตใส่นมสดและกล้วยหอม ซุปไก่มันฝรั่ง และตับบด

  • เครื่องดื่มและน้ำ ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ทำให้นอนต่อไม่ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย ชาคาโมมายด์ น้ำมะตูมอุ่นๆ น้ำข้าวต้ม น้ำงาดำโดยผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำผึ้งซึ่งเป็นยาคลายเครียดอย่างอ่อนๆ จากธรรมชาติ

(Article: แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ)
credit: http://www.healthtoday.net/thailand/nutrition/nutrition_128.html

Friday, November 18, 2011

เมนูปลา "ทูน่าฟูผัดพริกขิง" (Tuna fried with red curry paste)

ปลาทูน่ากระป๋อง เป็นอาหารที่มี โปรตีนสูง ไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำ เป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่ ทั้งวิตามิน B12 ไอโอดีน ฟอสฟอรัส ซิลิเนียม สังกะสี และแคลเซียม อีกทั้งยังให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ คือ โอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ และยังช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันไขมันอุดตัดหลอดเลือด และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คนรักสุขภาพ เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยค่ะ

ปลาทูน่ากระป๋องสามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง เหมือนกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เมนูปลา "ทูน่าฟูผัดพริกขิง" เมนูง่ายๆ จากปลากระป๋องทูน่า ที่ทำออกมาแล้วอร่อยไม่แพ้เนื้อปลาทั่วไปค่ะ


ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

- ปลาทูน่า 1 กระป๋อง

- พริกแกงแดง 1 ชต.

- น้ำมัน, น้ำปลา, น้ำตาล

- ถั่วฝักสั้น หั่นเป็นท่อนๆ

- ใบมะกรูด พริกแดง

วิธีทำ

- นำปลาทูนาใส่จาน เทน้ำมันออก เกลี่ยให้ฟู แล้วนำไปทอด

- หลังจากทอด ซับด้วยกระดาษ พักไว้

- ถั่วนำไปลวกก่อน

- ใส่น้ำมัน ผัดพริกแกงให้หอม

- ใส่น้ำ ใส่น้ำตาล น้ำปลา ปรุงรสตามชอบ

- ใส่เนื้อปลาทูน่าฟู

- ใส่ใบมะกรูด พริกแดง ผัดให้เข้า

- เสริฟใส่จาน ทานกะไข่เค็ม พอดีไม่มีไข่เค็ม เลยทานกะไข่ต้มก็อร่อยไปอีกแบบค่ะ


recipe credit: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pinkpanther&month=29-10-2009&group=2&gblog=9

Wednesday, November 16, 2011

อาหารบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย หลังการบริจาคเลือด (After donating blood, What's best food to eat?)

สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิต โดยปกติทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะจัดยาเม็ดธาตุเหล็ก "เฟอร์รัสซัลเฟต" ให้กับผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน สำหรับผู้บริจาคชายให้รับประทาน 1 เม็ด เป็นเวลา 15 วัน หลังอาหารเย็น สำหรับผู้บริจาคหญิง รับประทานวันละ 1 เม็ด เป็นเวลา 30 วัน หลังอาหารเย็น เพราะการบริจาคโลหิตแต่ละครั้ง จะทำให้ฮีโมโกลบิน ในร่างกายลดลงประมาณ 1 mg/dl (1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)

ฉะนั้นผู้ที่บริจาคโลหิตจึงควรรับประทานธาตุเหล็ก เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียธาตุเหล็กจากการบริจาคโลหิต เพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้ธาตุเหล็กเสริมสร้างให้ไขกระดูกสร้างเม็ดโลหิตแดงมาทดแทนได้เร็วขึ้น การรับประทานยาธาตุเหล็ก จะทำให้อุจจาระเป็นสีดำ เพราะธาตุเหล็กซึ่งเป็นส่วนผสมของยา ได้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนกับอาหารในกระเพาะ จึงทำให้เกิดสีดำซึ่งเป็นเรื่องปกติ

การมีระบบโลหิตที่ดีจึงเป็นพื้นฐานหนึ่งของการมีสุขภาพดี อาหารหรือสารอาหารที่ช่วยบำรุงโลหิต จึงมีความจำเป็นต่อร่างกาย ควรให้ความสนใจและรับประทานในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ก็จะช่วยให้ระบบโลหิตในร่างกายของคุณหมุนเวียนได้ดี ส่งผลให้ผิวพรรณสดใส ไม่อ่อนเพลียและซีดจาง

อาหารบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย หลังการบริจาคเลือด
(After donating blood, What's best food to eat?)

ขอควรปฏิบัติ หลังจากการบริจาคโลหิต
เป็นที่แน่นอนว่าร่างกายเราต้องรู้สึกอ่อนเพลียเป็นธรรมดา เนื่องจากร่างกายต้องสร้างเซลเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทน ดังนั้น การดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังจากการบริจาคโลหิตจึงสำคัญต่อร่างกายที่สมบูรณ์เร็วขึ้น ดังนี้
  • ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
  • หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
  • ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
  • ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
ผักและผลไม้บำรุงเลือด

กลุ่มที่ 1 : ธาตุเหล็กสูง จำเป็นต่อการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง เป็นตัวนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ได้แก่ ผักโขม ผักกูด ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา ยอดมะกอก และยอดกระถิน

กลุ่มที่ 2 : โฟเลตสูง สำคัญต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกุยช่าย ตำลึง กะหล่ำดอก ถั่วเมล็ดแห้ง และส้ม

กลุ่มที่ 3 : วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโฟเลตและธาตุเหล็กจากพืชผักผลไม้ได้ดี ได้แก่ บรอกโคลี มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม และสตรอเบอร์รี่

นอกจากนี้ควรเสริมด้วย โยเกิร์ตไร้ไขมันรสธรรมชาติ และรับประทานปลา หรืออาหารทะเล สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

หลังจากร่างกายได้บริจาคโลหิตออกไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง เม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ซึ่งทิ้งระยะไว้เพียง 3 เดือน ผู้บริจาคโลหิตก็จะสามารถทำการบริจาคโลหิตได้อีกครั้งหนึ่ง


credit: ข้อมูลจากนิตยสาร ชีวจิต, internet

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...